เรื่องนี้มีประวัติ : นักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์วรรณฯ

ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ หรือเสด็จในกรมฯ คือปราชญ์พระองค์หนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงมีพระคุณูประการหลายหลากต่อสังคมไทย และมนุษยโลก ทรงเป็นทั้งนักการทูต นักการต่างประเทศ นักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ นักการศึกษา ดังนั้น การจะกล่าวถึงพระกิตติคุณของพระองค์วรรณฯ แล้ว จึงยากที่จะกล่าวได้หมดสิ้นภายในระยะเวลาสั้น ๆ แต่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่ากำลังกล่าวถึงพระเกียรติคุณของพระองค์ท่านในด้านใดเป็นการเฉพาะ


ในโอกาสคล้ายวันประสูติของพระองค์วรรณฯ ครบ 135 ปี ในวันที่ 25 สิงหาคม ปีนี้ โดยพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ครบ 50 ปี ในวันที่ 5 กันยายน 2569 หนังสือพิมพ์แนวหน้าได้รับเกียรติอย่างสูงจาก ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดาของพระองค์วรรณฯ ที่กรุณาบอกเล่าถึงผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของพระองค์วรรณฯ


ท่านผู้หญิง วิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร

จิตริก-ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร
พระองค์วรรณฯ ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการทูตของไทย ทรงได้รับการประกาศเกียรติคุณจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้ทรงเป็นปูชนียบุคคลสำคัญ ผู้ทรงมีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมระดับโลก ประจำปี 2533-2534 ทั้งนี้ หากจะกล่าวถึงงานด้านการทูตของพระองค์ ก็ต้องย้ำว่าทรงช่วยให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในยุคสงครามเย็น (cold war) แต่หากจะย้อนขึ้นไปอีก ก็ต้องกล่าวถึงช่วงที่พระองค์ทรงรับงานเป็นเลขานุการคณะทูตไทย ในการประชุมสันติภาพ หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กรุงปารีส ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อ พ.ศ. 2460 แล้วต่อมาทรงเป็นผู้แทนสยามหรือไทยไปเจรจาเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคกับประเทศยุโรปอันเกี่ยวเนื่องกับด้านกฎหมายและอำนาจศาล ซึ่งผลการเจรจาทำให้ไทยสามารถมีสถานภาพที่ทัดเทียมกับยุโรปมากขึ้น และทำให้ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติในสายตาของชาติตะวันตก ครั้นต่อมาเมื่อทรงรับตำแหน่งปลัดทูลฉลอง กระทรวงการต่างประเทศ ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปเจรจากับฝรั่งเศส เพื่อทำอนุสัญญาว่าด้วยอินโดจีนในประเด็นเขตแดนแม่น้ำโขง ผลการเจรจาคือได้ข้อตกลงว่าแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดน โดยยึดเกาะกลางแม่น้ำและร่องน้ำลึกเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งเท่ากับว่าสามารถตัดประเด็นที่ฝรั่งเศสต้องการยึดเอาแม่น้ำโขงเป็นของตนเองทั้งหมด

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร ธิดา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ร่วมกับ อดีตเอกอัครราชทูตจิตริก เศรษฐบุตร พร้อมด้วยนัดดา ปนัดดาและญาติ ราชสกุลวรวรรณ ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลถวายพระองค์ท่านในวันประสูติครบ 135 ปี ณ พระวิหาร วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พุทธศักราช 2569
หลังจากนั้น ทรงได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์ รวมถึงเบลเยียม แล้วทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมสันนิบาตชาติ โดยทรงรับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนไทย แล้วทรงได้รับการคัดเลือกจากนานาชาติให้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการกำกับการเงิน รวมถึงตำแหน่งรองประธานการประชุมแก้ไขข้อบัญญัติแห่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และยังทรงรับตำแหน่งประธานคณะกรรมการระเบียบวาระแห่งสมัชชาสันนิบาตชาติ และทรงเป็นผู้แทนประจำคณะกรรมาธิการอื่น ๆ อีกด้วย แต่ที่สำคัญคือทรงเป็นคนไทยพระองค์แรกที่ทรงกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสันติบาตชาติ

พระองค์วรรณ กับโจว เอิน ไหล
ส่วนพระราชกิจสำคัญของพระองค์ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย คือทรงนำไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาการป้องกันร่วมกันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO : South-East Asia Collection Defence Treaty) โดยจุดกำเนิดอยู่ที่กรุงเทพฯ ในช่วงการประชุมคณะมนตรีสนธิสัญญา ระหว่างวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2498 สมาชิกประกอบด้วยไทย สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งจุดประสงค์ของการร่วมตัวเพื่อป้องกันการขยายตัวของระบอบคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในเขต เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในยุคนั้นเป็นช่วงสงครามเย็น ที่โลกแบ่งเป็นสองค่ายคือค่ายเสรี นำโดยสหรัฐฯ กับค่ายคอมมิวนิสต์ นำโดยโซเวียตรัสเซียร่วมกับจีน

ทรงร่วมการประชุมอาเซียนบูรพา พ.ศ. 2486
มีเกล็ดประวัติที่ขอกล่าวถึงพระองค์ท่านในการทรงงานด้านต่างประเทศคือ เซอร์ แอนโธนี อีเดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ กล่าวว่าพระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานการประชุมที่เน้นการสร้างไมตรี ทรงจูงใจผู้เข้าร่วมประชุมได้อย่างแยบคาย ทุกถ้อยคำที่ทรงใช้เต็มไปด้วยความนุ่มนวล แม้แต่นกที่เข้ามาเกาะอยู่ในพระที่นั่งอนันตสมาคมยังหยุดร้องเพื่อฟังพระองค์ทรงพูด

พระองค์วรรณ กับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่น ณ กรุงโตเกียว ในการประชุมมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2486

อีกพระราชกิจสำคัญด้านการต่างประเทศของพระองค์วรรณฯ คือการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ. 2498 ซึ่งมีผู้นำจากประเทศต่าง ๆ 29 ประเทศจากทวีปเอเชียและแอฟริกาไปรวมตัวหารือร่วมกัน โดยการประชุมครั้งนั้นถูกเรียกว่าการประชุมของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement) ที่ประชุมพยายามหาทางออกให้กับโลกที่แบ่งเป็นสองค่าย คือเสรีประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ การประชุมครั้งนั้นน่าสนใจมากตรงที่จีนส่งนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ไปเป็นตัวแทน โดยจีนยืนยันว่าประเทศของตนไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในเวทีการประชุมนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงรับหน้าที่ Rapporteur หรือผู้จัดทำรายงานการประชุมและยกร่างข้อมติที่ประชุมใหญ่ โดยทรงยึดมั่นในกฎบัตรสหประชาชาติเป็นสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีโจวของจีนก็เห็นด้วยและตอบสนองเป็นอย่างดี การประชุมประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ทำให้นานาชาติชื่นชมและยกย่องพระองค์วรรณฯ อย่างมากว่าทรงเป็นนักการทูตที่สุดยอด แล้วที่สำคัญในโอกาสนี้ ทรงชี้แจงให้ที่ประชุมรับทราบว่าการที่ไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิก SEATO เป็นการกระทำที่ยึดมั่นกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด อีกทั้งไทยไม่ประสงค์จะเป็นศัตรูกับประเทศใด ๆ แม้จะมีหลักการปกครองแตกต่างกันก็ตาม

พระองค์วรรณ ถนัด คอมันตร์ ประสงค์ พิบูลสงคราม และแช่ม ทิพโกมุท ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ พ.ศ. 2490
การได้ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว เอิน ไหล ในครั้งนั้น นำมาสู่สัมพันธไมตรีที่แนบแน่นระหว่างไทยกับจีน เพราะทำให้จีนลดความหวาดระแวงไทยลง อย่างไรก็ตาม ในปี 2497 ทรงได้เคยพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจวมาแล้วครั้งหนึ่งในการหาทางบรรลุข้อตกลงปัญหาเกาหลี ซึ่งจัดประชุม ณ กรุงเจนีวา โดยในการประชุมนั้นพระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งประธานการประชุมร่วมกันเซอร์ แอนโธนี อีเดน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย นายโมโลตอฟ ซึ่งการประชุมนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีโจวเห็นถึงการทำงานของพระองค์วรรณฯ และประทับใจ จึงทำให้เกิดมิตรภาพลึกซึ้งระหว่างกัน แล้วเมื่อวันที่พระองค์วรรณฯ ทรงพบปะกับนายกรัฐมนตรีโจว ก็ทรงได้รับการยืนยันจากฝ่ายจีนว่าไม่เคยฝึกฝนขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในมณฑลยูนนา่นให้เข้ามาก่อกวนหรือแทรกซึมประเทศไทย การที่ทรงพบปะกับโจว เอิน ไหล แล้วทรงมีมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนในยุคที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วดำเนินไปอย่างฉันมิตร จนนำไปสู่การสถาปนาความสัมพันธ์ทวิภาคีอย่างเป็นทางการในปี 2518 ในยุคนายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-จีน ยุคใหม่ดำเนินมาครบ 50 ปีเต็มในปี 2568


การประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกล่าวย้ำถึงพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักการทูต นักการต่างประเทศคือ ทรงมีบทบาทสำคัญบทเวทีสหประชาชาติ กล่าวได้ว่าทรงมีส่วนสำคัญที่ทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติเป็นชาติต้น ๆ ในเอเชีย โดยสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ 24 ตุลาคม 2488 ครั้นในปีต่อมาคือ 2489 ไทยก็ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหประชาชาติ เมื่อไทยเข้าเป็นสมาชิกแล้ว พระองค์วรรณฯ ทรงรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ แล้วทรงได้รับคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการที่ 4 ภาวะทรัสตี และตำแหน่งประธานคณะกรรมการที่ 5 ด้านเศรษฐกิจและการคลัง รวมถึงประธานคณะกรรมการที่ 6 ด้านกฎหมาย ทั้งนี้ในสมัยประชุมครั้งที่ 10 ของสหประชาชาติ ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมการ การเมืองพิเศษ ต่อมาในปี 2499-2500 ที่ประชุมสหประชาชาติลงมติเป็นเอกฉันท์ให้พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นประธานสมัชชา ครั้งที่ 11 โดยมีหน้าที่หลักคือสร้างสันติภาพให้มนุษยโลก


แต่มีข้อน่าสนใจคือ ในขณะทรงรับหน้าที่นี้ ได้เกิดเหตุขัดแย้งสำคัญในเวทีการเมืองโลกคือ สหภาพโซเวียตฯ ยกกองทัพบุกฮังการี และเหตุการอังกฤษกับฝรั่งเศสยึดครองคลองสุเอซ ในขณะที่อิสราเอลยกกำลังเข้าไปในอียิปต์ ซึ่งในครั้งนั้น พระองค์วรรณฯ ทรงหาทางออกให้กับปัญหาใหญ่ทั้งสามประเด็นด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ โดยเน้นความถูกต้อง ความเป็นธรรม จนในที่สุดปัญหาได้คลี่คลายและยุติลง จึงกล่าวได้ว่าพระองค์ท่านทรงเป็นนักการทูต นักการต่างประเทศที่ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและสมบูรณ์แบบ ทรงเป็นสุภาพบุรุษคนแรกจากเอเชียที่รับตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ

เฉลิมชัย ยอดมาลัย, ผาณิต พูนศิริวงศ์ และท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร
เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า พระองค์วรรณฯ ทรงเป็นนักการทูตเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์บนเวทีการทูตนานาชาติ

ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร และ
ม.ล.สุทธิ์ธรทิพย์ วรวรรณ
สัปดาห์หน้ามารับทราบพระราชกิจของพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะนักภาษาศาสตร์ นักหนังสือพิมพ์ และนักการศึกษา
เฉลิมชัย ยอดมาลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

