พี่ชาย 'ฮลุน โซโล่' สุดกลั้น โพสต์ร่ายยาว-แชต เหตุผลลาออกจากงาน หลังหัวหน้าไร้ความเห็นอกเห็นใจในวันที่สูญเสียน้องชาย

จากกรณีที่ญาติของยูทูบเบอร์ชาวไทยสายแบกเป้ท่องเที่ยวลุยเดี่ยวเที่ยวต่างประเทศอย่าง ฮลุน โซโล่ ประกาศขอความช่วยเหลือจากชาวเน็ตบนโลกออนไลน์ เมื่อครอบครัวขาดการติดต่อไปกับ ฮลุน ที่ประเทศจอร์เจีย จนกลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วสังคม ณ เวลานั้น ในเวลาต่อมาครอบครัวของ ฮลุน ได้ทราบข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้องชายไปก่อนหน้านั้น กระทั่งสถานทูตไทยได้รับร่างของ ฮลุน โซโล่ กลับคืนสู่มาตุภูมิและได้มีการทำพิธีทางศาสนาไปแล้วที่บ้านเกิด
ล่าสุด 1 กันยายน 2569 พี่ชาย ฮลุน โซโล่ โพสต์ข้อความร่ายยาวผ่านเฟซบุํก Klose Mos ตัดสินใจลาออกจากงานบริษัทเอกชน เนื่องจากรับไม่ได้กับทัศนคติและคำพูดไร้ความเห็นอกเห็นใจของผู้จัดการ ในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งผู้จัดการเร่งรัดให้กลับมาทำงานและแสดงคำพูดเชิงตั้งคำถามว่าเรื่องเร่งด่วนขนาดนั้นเลยหรือ ทำให้เขาตัดสินใจลาออกเพื่อกลับมาดูแลครอบครัวและจัดการเรื่องของน้องชายให้เรียบร้อย โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "เรื่องของน้องยังไม่มีอะไรอัพเดทเพิ่มเติมนะครับและผมอยากจะขอนอกเรื่องเป็นเรื่องส่วนตัวของผมสักนิดครับ

วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ผมคิดอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีไหม แต่สุดท้ายผมอยากเขียนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง และอยากให้คนที่ได้อ่านเข้าใจถึงเหตุผลที่ผมตัดสินใจลาออกจากงาน เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่น้องของผมเสียชีวิตในต่างประเทศจากชีวิตประจำวันที่เคยทำงานตามปกติ วันหนึ่งผมต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิตเพื่อเดินทางไปจัดการเรื่องของน้อง ต้องประสานงานกับหลายหน่วยงาน จัดการเอกสาร ติดต่อสถานทูต ประสานเรื่องการเดินทาง และพยายามทำทุกทางเพื่อให้น้องได้กลับบ้าน
ช่วงเวลานั้นผมแทบไม่ได้นอน เพราะต้องคุยและประสานงานต่อเนื่องทั้งคืน ทั้งเรื่องของน้องและการหาความช่วยเหลือจากหลายฝ่ายในขณะเดียวกัน ผมก็ต้องจัดการเรื่องงานให้เรียบร้อย ผมแจ้งการลาเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการพูดคุยเรื่องระยะเวลาการลาเป็นการส่วนตัวตามขั้นตอนของบริษัท การลาของผมไม่ได้เป็นการขาดงานหรือลาเกินระเบียบแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ทำให้ผมได้เห็น ทัศนคติ และ วิธีคิด ของคนคนหนึ่งที่อยู่ในตำแหน่งผู้จัดการอย่างชัดเจน มีคำพูดหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น มึงเป็น ตม. เหรอ, คุณไปแล้วจะทำอะไรได้, เป็นพี่น้องพ่อแม่เดียวกันเหรอ, ไม่มีคนอื่นทำให้เหรอ
รวมถึงการพยายามถามว่า เรื่องมันเร่งด่วนขนาดนั้นหรือไม่ กลับมาทำงานก่อนได้ไหม ทั้งที่ผมกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องจัดการเรื่องการสูญเสียของครอบครัว และสิ่งที่ทำให้ผมคิดมากขึ้นไปอีก คือในวันที่ร่างน้องเดินทางกลับมาถึงบ้าน ครอบครัวเพิ่งได้มีโอกาสบำเพ็ญกุศลให้น้องที่บ้านเพียง 2 วัน ผมยังอยู่ในช่วงจัดการความสูญเสียและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับน้อง แต่ในช่วงเวลานั้น ผมได้รับโทรศัพท์ให้ติดตามเรื่องการกลับไปทำงาน ”รู้ว่ายุ่งแล้วงานคุณล่ะ“ ซึ่งกรณีนี้ผมต้องแจ้งว่าผมไม่ได้มีงานค้างหรือมีอะไรต้องเร่งรีบทำขนาดนั้นนะครับ
สำหรับผม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “พูดอะไร” แต่คือ คิดอย่างไร จึงสามารถพูดและแสดงออกกับคนที่กำลังสูญเสียคนในครอบครัวแบบนั้นได้ เพราะคำพูดเป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนความคิดและทัศนคติของคนคนหนึ่งออกมา ผมไม่ได้คาดหวังว่าผู้จัดการจะต้องมาช่วยจัดการเรื่องของครอบครัวผม และไม่ได้คาดหวังสิทธิพิเศษอะไรจากองค์กร ผมเข้าใจเรื่องงาน และเข้าใจว่าผู้จัดการมีหน้าที่ต้องดูแลงานขององค์กร แต่ผมเชื่อว่าการเป็นผู้จัดการหรือการเป็นผู้นำของคนในองค์กร ไม่ได้วัดกันแค่ความสามารถในการบริหารงาน หรือการทำให้คนทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่มันควรสะท้อนให้เห็นถึงวุฒิภาวะ วิธีคิด การรู้จักแยกแยะสถานการณ์ และการให้เกียรติความเป็นมนุษย์ของคนที่อยู่ตรงหน้า
โดยเฉพาะในวันที่คนคนหนึ่งกำลังเจอกับเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิตสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมเริ่มถามตัวเองว่า หากวันหนึ่งผมต้องใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ต่อไป ผมจะสามารถอยู่กับมันได้หรือไม่และคำตอบของผมคือ ผมอยู่ไม่ได้ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจบำเพ็ญกุศลของน้อง ผมจึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากงาน วันที่ 18 สิงหาคม ผมกลับมาทำงานตามปกติ และตั้งใจทำงานให้ครบถ้วนจนถึงสิ้นเดือน เพื่อให้ทุกอย่างเรียบร้อยที่สุด วันที่ 23 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของผม ผมได้เปิดใจกับแม่และยายว่า ผมไม่ไหวกับบุคคลประเภทนี้ และผมไม่สามารถทำงานต่อในสภาพแวดล้อมที่มีทัศนคติแบบนี้ได้สิ่งที่ผมกังวลที่สุดคือ กลัวแม่กับยายจะเครียด เพราะผมเองก็ยังมีหน้าที่ต้องหารายได้เข้าครอบครัว แต่คำตอบของแม่กับยายกลับทำให้ผมรู้สึกโชคดีมาก ไม่เป็นไรลูก เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด กลับมาอยู่บ้านเราก็ได้ บ้านเราก็มีไม่ได้เช่า ข้าวเราก็มีกิน ปลาร้าก็มีอยู่ในไห ไม่ต้องคิดมาก ออกมาพักก่อน
ผมยอมรับว่าลึกๆผมก็ยังเครียดเรื่องอนาคต เพราะผมก็ต้องหาเงินและดูแลครอบครัวเหมือนกันแต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ ผมก็พยายามวางแผนชีวิตและการเงินของตัวเองมาตลอด ผมมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เตรียมไว้สำหรับช่วงที่อาจต้องว่างงานประมาณ 1–2 ปี หรืออาจนำไปเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆสักอย่าง อย่างน้อยผมยังมีทางเลือกที่จะกลับมาอยู่บ้าน อยู่กับยาย และค่อยๆเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตอนนี้ผมยังไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเดินไปทางไหนเพราะเรื่องของน้องยังมีอีกมากมายที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องคดี เอกสาร การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ และเรื่องอีกหลายอย่างที่ยังไม่จบ หลังจากนี้ผมคงต้องทุ่มเวลาและกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อเร่งประสานและจัดการเรื่องของน้องให้ดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ส่วนอนาคตของตัวเอง ค่อยคิดกันอีกที
วันนี้ผมเลือกครอบครัวก่อนและผมอยากบอกอีกเรื่องหนึ่งว่า ผมไม่ได้มองว่าทุกคนในองค์กรเป็นแบบเดียวกันสิ่งหนึ่งที่ผมเสียใจที่สุดจากการตัดสินใจครั้งนี้ คือ ผมต้องจากเพื่อนร่วมงานดีๆหลายคน
ผมมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีคนที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจ และมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนจริงๆและการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเหล่านั้นเลย ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่า ผมยังเคารพและรู้สึกดีกับเพื่อนร่วมงานที่ดีทุกคนเหมือนเดิมสุดท้ายนี้ ผมอยากฝากเรื่องหนึ่งไว้สำหรับคนที่มีลูก มีพ่อแม่ หรือมีคนในครอบครัวที่ทำงานอยู่กับองค์กรต่างๆ วันหนึ่งเราไม่มีทางรู้เลยว่า คนในครอบครัวของเราจะต้องเจอกับอะไร เขาอาจต้องสูญเสียใครบางคนโดยไม่ทันตั้งตัว อาจต้องเดินทางไปจัดการเรื่องสำคัญ หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวในวันที่ชีวิตกำลังพังลงมา ถ้าวันนั้นเกิดขึ้นกับลูกของคุณ หรือคนในครอบครัวของคุณ ผมอยากให้ลองคิดดูว่า ถ้าเขากลับมาเล่าให้เราฟังว่า เขาได้รับการปฏิบัติแบบไหนในวันที่กำลังสูญเสีย เราในฐานะพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไร
ผมไม่ได้เขียนเพื่อให้ใครสงสาร และไม่ได้ต้องการให้ใครไปโจมตีใคร ผมเพียงอยากเล่าประสบการณ์ของตัวเอง และอยากให้เรื่องนี้เป็นข้อคิดว่าตำแหน่งไม่ได้ทำให้ใครเป็นผู้นำการเป็นผู้นำไม่ได้มีแค่การบริหารงาน แต่ต้องมีวุฒิภาวะ มีทัศนคติที่ดี รู้จักแยกแยะสถานการณ์ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ลืมว่า คนที่เรากำลังบริหารอยู่ก็เป็น มนุษย์ เหมือนกับเรา เพราะในวันที่ครอบครัวของใครสักคนกำลังสูญเสีย เขาอาจไม่ได้ต้องการอะไรจากองค์กรเลย เขาอาจต้องการเพียงพื้นที่เล็กๆให้เขาได้กลับไปจัดการชีวิตและครอบครัวของเขาก่อนสำหรับผม นี่คือบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตการทำงาน
และผมเลือกที่จะเดินออกมา โดยไม่ได้เกลียดงาน ไม่ได้เกลียดเพื่อนร่วมงาน และไม่ได้เสียใจที่ครั้งหนึ่งเคยทำงานที่นี่
ผมเพียงเลือกที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัว ในวันที่ครอบครัวของผมต้องการผมมากที่สุดครับ ยาวหน่อยนะครับแต่ขอบคุณที่อ่านจนจบแล้วบางคนอาจได้ข้อคิดจากเหตุการณ์ที่ผมพบเจอ"

หลังจากที่โพสต์ของพี่ชาย ฮลุน โซโล่ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็พากันไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ออกมาพักผ่อนก่อนคะ แล้วค่อยๆรีเช็ตตัวเองใหม่คะ เราอาจเจอทางที่ดีกว่าเดิมก็ได้ บริษัทเค้าไม่มีมอส เค้าก็หาคนอื่นแทน แต่ครอบครัวมอส ขาดมอสไม่ได้นะคะ ให้ความสำคัญกับครอบครัวก่อนนะคะ ตัดสินใจถูกแล้วคะ เป็นกำลังใจให้กับการตัดสินใจทุกอย่างของน้องมอสนะ"
"เป็นกำลังใจให้นะค่ะ"
"ดีแล้วที่เดินออกมา อะไรที่เราเจอมาไม่ดีก็ให้ทิ้งไว้ที่นั่น เก็บแต่สิ่งดีดีแล้วเดินออกมา พี่บีเชื่อว่าหลังจากนี้ มอสจะเจอแต่สิ่งดีดี พี่เป็นกำลังใจให้นะ"
"คิดในแง่ดี นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีในชีวิตก็ได้นะคะ"
"มอส คิดถูกเเล้วครับน้องชาย ครอบครัวต้องมาก่อน ส่วนงานเริ่มต้นใหม่วันไหนก็ได้ สู้ๆๆครับ"
"องค์กรไหนที่ได้มอสไปร่วมงานถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว ทั้งความคิด ทัศนคติ การใช้ประโยค คำพูด บ่งบอกถึงวุฒิภาวะที่ดีมากๆ เป็นกำลังใจให้มอสและครอบครัวเสมอนะคะ เชื่อว่าอนาคตข้างหน้ามอสไม่ลำบากแน่นอน "
"งานสำคัญ แต่ในวันที่ครอบครัวกำลังสูญเสีย ความเป็นมนุษย์ควรมาก่อนเสมอค่ะ องค์กรสามารถหาคนมาทำงานแทนเราได้ แต่สำหรับครอบครัว บางคนไม่มีใครมาแทนได้เลย ยิ่งได้อ่านสิ่งที่คุณมอสเขียน ยิ่งชื่นชมทั้งวิธีคิด วิธีสื่อสาร และ Attitude ที่ดีมาก ๆ รวมถึงความเสียสละที่ทำทุกอย่างเพื่อน้องด้วยหัวใจจริง ๆ เชื่อว่าคนที่มีทั้งทักษะ ความรับผิดชอบ และมุมมองแบบนี้ ยังมีอีกหลายองค์กรที่พร้อมเห็นคุณค่าและต้องการแน่นอนค่ะ ไม่ต้องเสียใจเลยค่ะที่ตัดสินใจแบบนี้ และอย่าลืมว่ายังมีคนที่รักน้องอีกมาก ที่พร้อมเป็นกำลังใจและ Support ครอบครัวคุณมอสเสมอ "
"อ่านจบทุกบรรทัด น้ำตาไหล การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ขอให้คุณพบเจอแต่สิ่งดีๆนะ #ฮลุนปกป้องคุ้มครองพี่มอสด้วยนะ #คิดถึงฮลุนเสมอ"





ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Klose Mos
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


















