ยังไร้อิสรภาพ! ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้อง 4 จำเลยคดีการเมือง ให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ชี้ขาด

วันนี้ 1 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องกรณีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมให้คณะกรรมการสังคมสันติสุขฯ วินิจฉัย ส่งผล 4 จำเลยอย่าง 'มานี' เงินตา คำแสน, 'ขุนแผน' เชน ชีวอบัญชา, 'จินนี่' จิรัชยา สกุลทอง และคดีของ 'พีรพงศ์' (นามสมมติ) ยังคงถูกขังระหว่างรอความชัดเจน ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า "ศาลอาญากรุงเทพใต้ส่งคำร้องกรณีเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมให้คณะกรรมการสังคมสันติสุขฯ วินิจฉัย ส่งผล 4 จำเลยยังคงถูกขังระหว่างรอความชัดเจน
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่ง “ส่งให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัย” ในคดีของ “มานี” เงินตา คำแสน, “ขุนแผน” เชน ชีวอบัญชา, “จินนี่” จิรัชยา สกุลทอง หลังจากทนายความยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม และคดีของ “พีรพงศ์” (นามสมมติ) ที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยตัว กรณีที่คดีของทั้งสี่คนมีข้อหาที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง
กรณีดังกล่าวจึงทำให้ “มานี” เงินตา, “ขุนแผน” เชน, “จินนี่” จิรัชยา และ “พีรพงศ์” ยังถูกคุมขังต่อไประหว่างรอความชัดเจนจากแนวทางการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม หลังจากก่อนหน้านี้ ศาลอาญามีแนวทางการสั่งยุติคดีเอง หรือสั่งให้มีการไต่สวนในกรณีที่ยื่นคำร้องขอให้มีการปล่อยตัวในคดีที่เข้าข่ายนิรโทษกรรม
คดีปาระเบิดปิงปอง “พีรพงศ์” ยื่นขอให้ออกหมายปล่อย ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “พีรพงศ์” เป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดซึ่งถูกจำคุกมาเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือนเศษ นับตั้งแต่วันที่ 17 ม.ค. 2568 หลังถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 2 ปี 4 เดือน 15 วัน ในคดีถูกกล่าวหาว่าขว้างระเบิดปิงปองใส่ตู้ควบคุมสัญญาไฟจราจรบริเวณแยกอโศกมนตรี ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ11ตุลา64
กรณีดังกล่าว พีรพงศ์ถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 358, 371, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ดังนั้น จึงถือว่าเป็นผู้ไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดมาก่อน ทนายจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสองตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา ต่อมาในวันที่ 28 ส.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งโดยสรุประบุว่า เป็นอำนาจของศาลชั้นต้นในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งศาลฎีกาพิจารณาเป็นการไม่ถูกต้อง จึงให้ส่งคำร้องไปยังศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณา
ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งว่า “อนึ่ง ตามคำร้องของทนายความ เป็นการขอให้ปล่อยตัวจำเลยตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด จึงเห็นสมควรให้ส่งคำร้องฉบับนี้ไปให้คณะกรรมการฯ เป็นผู้วินิจฉัย โดยให้เจ้าหน้าที่ส่งคำร้องฉบับนี้ พร้อมทั้งคัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และหมายจำคุกคดีถึงที่สุดของจำเลยแนบไปด้วย”
คดี ม.112 ‘มานี-ขุนแผน’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมในบางข้อหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “มานี” เงินตา และ “ขุนแผน” เชน ถูกขังระหว่างอุทธรณ์หลังถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี 6 เดือน ในคดีมาตรา 112, ดูหมิ่นศาล, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีทำกิจกรรม “ยืนบอกเจ้าว่าเราโดนรังแก” และร้องเพลง “โชคดีที่มีคนไทย” เรียกร้องสิทธิประกันตัวบุ้งและใบปอ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้
ในรายละเอียดคำพิพากษาระบุว่าทั้งสองคนมีความผิดตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน, ดูหมิ่นศาลฯ จำคุกคนละ 1 ปี, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ จำคุกคนละ 1 ปี, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ ปรับ 100 บาท รวมจำคุกคนละ 3 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 100 บาท
จากนั้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษเดิม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง เนื่องจากพฤติการณ์ในคดีนี้เป็นการเข้าร่วมการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง และในข้อหา ร่วมกันดูหมิ่นศาลฯ, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ, ใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ อยู่ในบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม
กรณีดังกล่าว ทั้งสองคนจึงต้องรับโทษตามคำพิพากษาเฉพาะข้อหามาตรา 112 เท่านั้น ซึ่งถูกจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่ทั้งสองคนถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2567 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 2 ปี 1 เดือนเศษแล้ว ซึ่งเกินอัตราโทษที่ถูกลงโทษในข้อหามาตรา 112
ภายหลังการยื่นคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ศาลได้ส่งคำร้องให้ศาลเจ้าของสำนวนพิจารณา ต่อมาในวันที่ 27 ส.ค. 2569 ศาลมีคำสั่งว่า “เนื่องจากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จึงเห็นควรส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา”
ต่อมาทนายความติดตามคำสั่งศาล พบว่า ศาลมีคำสั่งให้เปลี่ยนจากส่งศาลอุทธรณ์พิจารณา เป็นมีคำสั่งลงวันที่ 31 ส.ค.2569 ว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการพิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”
คดีดูหมิ่นศาลฯ ‘มานี-จินนี่’ ยื่นคำร้องขอให้แก้ไข-เพิกถอนบังคับโทษ เหตุได้รับนิรโทษกรรมทุกข้อกล่าวหา ศาลส่งให้คณะกรรมการฯ วินิจฉัย
กรณีของ “มานี” เงินตา และ “จินนี่” จิรัชยา ถูกขังตามโทษจำคุก 6 เดือน ในคดีดูหมิ่นศาลฯ จากการปราศรัยวิจารณ์การทำงานของศาลระหว่างกิจกรรมเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของ “บุ้ง-ใบปอ” ที่หน้าศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 ซึ่งมีพฤติการณ์คดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง
ทั้งสองคนถูกสั่งฟ้องและมีคำพิพากษา ในข้อหาตามมาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ซึ่งเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับการนิรโทษกรรม แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้นศาลมีคำพิพากษาคดี ม.112 ของมานี ซึ่งให้นับโทษต่อคดีนี้ด้วย แต่เมื่อาศัยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จะถือว่าจำเลยไม่เคยต้องคำพิพากษาว่ากระทำความผิดในคดีนี้ จึงส่งผลให้คดี ม.112 ของมานีไม่สามารถนับโทษจำคุกต่อได้ จึงขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขหรือเพิกถอนการบังคับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตามมาตรา 8 วรรคสอง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
นอกจากนั้น ทนายได้ยื่นคำร้องเดียวกันในอีกคดีหนึ่งที่ “จินนี่” จิรัชยา ถูกกล่าวหาในคดีดูหมิ่นศาลฯ โดยถูกพิพากษาจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา จากกรณีปราศรัยเรียกร้องสิทธิประกันตัว ‘ไบรท์ ชินวัตร’ หน้าศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2565 เนื่องจากในทุกข้อกล่าวหาเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ มาตรา 198, 326, 328 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
ต่อมาในวันที่ 31 ส.ค. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งในทั้งสองคดีว่า “เห็นสมควรส่งคำร้องไปให้คณะกรรมการฯ พิจารณา ให้คัดถ่ายคำฟ้อง คำพิพากษา และคำร้องนี้แนบไปด้วย”
นอกจากนั้น ยังมีกรณีของพิชัย ผู้ต้องขังในคดีจากการชุมนุมทะลุแก๊ส อีกรายหนึ่ง ที่มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ ขอให้ปล่อยตัวเช่นกัน แต่ศาลยังไม่มีคำสั่งในกรณีนี้
แนวปฏิบัติที่แตกต่างกันของศาลในการบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การบังคับใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 พบว่าศาลมีดุลพินิจและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อจำเลยในคดีที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน
ในขณะที่ศาลอาญา ในกรณียื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งปล่อยตัวจำเลย ตามมาตรา 8 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว พบว่าศาลเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ยกคำร้อง โดยมีคำสั่งให้เบิกตัว ประวิตร, ขจรศักดิ์ และคเชนทร์ ให้มานัดพร้อมเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงในวันที่ 28 ก.ย. 2569 ส่วนกรณีของ “วิจิตร” มีคำสั่งส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
นอกจากนั้น ในคดีของศาลอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณา เท่าที่ทราบข้อมูล พบว่าปัจจุบันศาลมีคำสั่งยุติคดีแล้ว 2 คดี ได้แก่ คดี #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ปี 2564 ของจำเลยสามคนที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 และคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เมื่อวันที่ 19 – 20 ก.ย. 2563 ของจำเลย 15 คนที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 116 จึงทำให้เหลือจำเลย 7 คนต่อสู้คดีเพียงข้อหามาตรา 112
แต่สำหรับจำเลยทั้ง 4 รายดังกล่าวที่ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ทำให้จำเลยยังคงต้องถูกคุมขังต่อไปในระหว่างที่รอความชัดเจน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างรอการแต่งตั้ง และมีกำหนดประชุมครั้งแรกภายในวันที่ 23 ก.ย. 2569
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86025"

หลังจากที่โพสต์ของทางเพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็น เช่น
"ตามกฎหมายก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะเขามีคณะกรรมการฯเอาไว้พิจารณาคำร้องว่าเข้าข่ายนิรโทษกรรมกรรมได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ"
"พรบ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เลือกปฏิบัติ ความขัดแย้งแตกแยกไม่จบ"
"สร้างภาพลักษณ์รับ #เรือเหล็ก กันหน่อยนะ"





ข่าวที่เกี่ยวข้อง

