อัษฎางค์ ถอดบทเรียนฮ่องกง เมื่อ โจชัว หว่อง รับสารภาพคดีสมคบต่างชาติ ส่องกระจกดูเงาการเมืองไทย และพรรคส้ม

3 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โจชัว หว่อง “รับสารภาพ” ในข้อหาสมคบกับต่างชาติ
จากโจชัว หว่อง ถึง วอชิงตัน | เครือข่าย ‘แนวรบระหว่างประเทศ’ ของขบวนประชาธิปไตยฮ่องกง
และคำถามต่อมาคือ ฮ่องกงสอนอะไรประเทศไทย?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
โจชัว หว่อง “รับสารภาพ” ในข้อหาสมคบกับต่างชาติเพื่อกระทบความมั่นคงแห่งชาติ และข้อหานี้ “มีโทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต” แต่ศาลยังเลื่อนการกำหนดโทษออกไปโดยยังไม่ได้ระบุวันตัดสินโทษ
ความจริงหว่องกำลังจะพ้นโทษเดิมอยู่แล้ว
คดีเดิมคือ “Hong Kong 47” เกี่ยวกับการจัดไพรมารีของฝ่ายค้านในปี 2020 เขารับสารภาพฐานสมคบกันบ่อนทำลายอำนาจรัฐ และถูกตัดสินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ให้จำคุก 4 ปี 8 เดือน เดิมเขามีกำหนดพ้นโทษประมาณเดือนมกราคม 2027 แต่ระหว่างรับโทษอยู่ในเรือนจำ ตำรวจความมั่นคงแห่งชาติเข้าแจ้งข้อหาใหม่เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ทำให้แม้โทษคดีแรกกำลังจะหมด เขาก็อาจต้องอยู่ในเรือนจำต่อไปอีกหลายปี
ถ้ามองในเชิงการเมือง คดีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคำถามว่า “จีนจับนักประชาธิปไตย” หรือ “โจชัว หว่องผิดกฎหมาย” อย่างเดียว
ประเด็นจริงคือ เส้นแบ่งระหว่าง “การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจากประชาคมระหว่างประเทศ” กับ “การชักชวนต่างชาติให้ใช้มาตรการบีบบังคับประเทศของตนเอง” อยู่ตรงไหน
ฝ่ายหว่องและผู้สนับสนุนมองว่าการล็อบบี้นานาชาติเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออก ขณะที่รัฐบาลจีนและฮ่องกงตอบว่าเสรีภาพในการพูดไม่ควรถูกนำไปปะปนกับการเรียกร้องให้ต่างชาติ “คว่ำบาตรประเทศของตน” และกฎหมายมาตรา 29 เขียนห้ามพฤติกรรมประเภทนั้นไว้อย่างชัดเจน
ปี 2017 เราเห็นหลักฐานว่าหว่องกำลังสร้างแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ อย่างเป็นระบบแล้ว
เขาให้สัมภาษณ์ในเวลานั้นตรง ๆ ว่า การสนับสนุนประชาธิปไตยฮ่องกงควรเป็นฉันทามติของพรรคในรัฐสภาสหรัฐฯ และกล่าวถึง Hong Kong Human Rights and Democracy Act ว่าเป็น “ขั้นแรก” ที่ต้องการเห็นผ่านสภา
ผลคือวุฒิสภาผ่าน Hong Kong Human Rights and Democracy Act แบบ unanimous consent วันที่ 19 พฤศจิกายน 2019 และสภาผู้แทนฯ ผ่านวันรุ่งขึ้น 417 ต่อ 1 ก่อน Donald Trump ลงนามวันที่ 27 พฤศจิกายน
กฎหมายไม่ได้แค่ “ประกาศสนับสนุนประชาธิปไตย”
มันกำหนดให้รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินทุกปีว่าฮ่องกงยังมีอิสระเพียงพอที่จะได้รับสถานะพิเศษภายใต้กฎหมายสหรัฐฯ หรือไม่ และเปิดช่องให้ใช้มาตรการลงโทษกับบุคคลที่ถูกมองว่าทำลายสิทธิและเสรีภาพของฮ่องกง
หลัง Trump ลงนาม หว่องประกาศว่าฝ่ายผู้ประท้วงจะรวบรวมหลักฐานการละเมิดสิทธิเพื่อส่งให้วอชิงตันพิจารณาตามกฎหมายใหม่ด้วย
แล้วมีการติดต่อเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ โดยตรงในฮ่องกงหรือไม่?
6 สิงหาคม 2019 Joshua Wong, Nathan Law และสมาชิก Demosistō พบ Julie Eadeh หัวหน้าฝ่ายการเมืองของสถานกงสุลสหรัฐฯ ในฮ่องกง เรื่องนี้มีภาพและได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง
จีนเรียกการพบดังกล่าวว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน ส่วนกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ตอบว่าเป็นเรื่องปกติที่นักการทูตจะพบผู้คนจากหลาย
ส่วนเรื่องที่น่าขุดมากที่สุดคือ NED | National Endowment for Democracy
ตรงนี้ผมพบหลักฐานสองชั้นที่ต้องแยกกัน
ชั้นแรก ยืนยันได้แน่นอนว่า NED มีความสัมพันธ์กับขบวนประชาธิปไตยฮ่องกงมานาน และให้เงินสนับสนุนโครงการภาคประชาสังคมในฮ่องกงจริง
NED เองยอมรับว่าเคยให้ทุนโครงการในฮ่องกง เช่น ปี 2013 รวมประมาณ 695,000 ดอลลาร์ และบอกว่าโครงการมุ่งเรื่องธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมทางการเมือง และสิทธิมนุษยชน
Nathan Law ยังปรากฏตัวในงาน NED ที่วอชิงตันเดือนพฤษภาคม 2019 ก่อนการประท้วงครั้งใหญ่จะปะทุเต็มรูปแบบ
กระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวหาโดยตรงว่า Demosistō และกลุ่มอื่นรับเงิน NED และ NED มีบทบาทเบื้องหลังการประท้วง
สิ่งที่หลักฐานชี้ได้แข็งแรงกว่าคือ ขบวนประชาธิปไตยฮ่องกงมีฐานภายในประเทศจริง แต่แกนนำบางส่วนพยายามเพิ่มอำนาจต่อรองของตนด้วยการดึงมหาอำนาจภายนอกเข้ามาเป็นผู้เล่น และพยายามเปลี่ยน “แรงสนับสนุนทางการเมือง” ให้กลายเป็น “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และการคว่ำบาตร”
ตรงนี้แหละครับที่ทำให้เรื่องเปลี่ยนจาก “นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย” ไปสู่คำถามทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่าเดิมว่า
เมื่อคุณไม่ได้เพียงขอให้ต่างประเทศสนับสนุนสิทธิของคุณ แต่ขอให้รัฐบาลต่างประเทศใช้กฎหมาย การคว่ำบาตร การจำกัดการค้า และแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลของดินแดนที่คุณอาศัยอยู่ เส้นแบ่งระหว่าง “การรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน” กับ “การดึงอำนาจต่างประเทศเข้ามาแทรกในความขัดแย้งภายใน” อยู่ตรงไหน?
______________________________________________
ฮ่องกงสอนอะไรประเทศไทย?
ในประเทศไทย สิ่งที่ตรวจสอบได้ในขณะนี้อาจยังไม่ไปไกลถึงขั้นนั้นทั้งหมด แต่มี “องค์ประกอบบางชั้น” ที่คล้ายกันอย่างน่าสนใจ
ข้อแรกคือ ระบบส่งเสริมประชาธิปไตยของสหรัฐฯ เข้ามาทำงานในประเทศไทยจริงและทำมานานแล้ว
NED ก็ให้เงินแก่โครงการในประเทศไทยจริง
ยิ่งน่าสนใจคือ NED เขียนในรายงานปี 2025 เองว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ “ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ” เพราะพัฒนาการทางการเมืองอาจมีผลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และระบุชัดว่า NED กับ Core Institutes กำลังสนับสนุนการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการผลักดันความต้องการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการเลือกตั้งในไทย
ข้อสองคือ ในไทยมีโครงสร้าง “พรรคการเมือง–ขบวนการเคลื่อนไหว” ที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะเครือข่ายอนาคตใหม่–ก้าวไกล–พรรคประชาชนกับขบวนการนักกิจกรรม
งานวิชาการของ Thareerat Laohabut และ Duncan McCargo ใน Journal of East Asian Studies วิเคราะห์ก้าวไกลโดยใช้แนวคิด “movement party” และพบความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่าง Future Forward, Move Forward, Progressive Movement และขบวนการนักศึกษา โดยผู้เขียนเห็นว่าก้าวไกลพัฒนาจนกลายเป็น “fully fledged movement party” ที่มีความสัมพันธ์ลึกกับขบวนการประท้วงหลังปี 2020
ตรงนี้ทำให้การเปรียบเทียบกับฮ่องกงเริ่มน่าสนใจ เพราะทั้งสองกรณีมีการไหลเวียนระหว่าง
“นักกิจกรรม → ขบวนการ → พรรค/องค์กรการเมือง → การผลักดันเชิงสถาบัน”
______________________________________________
ดังนั้นคำถามสำคัญคือ ระบบนิเวศทางการเมืองของพรรคส้มเชื่อมต่อกับเครือข่ายประชาธิปไตยระหว่างประเทศอย่างไร และความสัมพันธ์นั้นไปถึงระดับไหน?”
เมื่อขบวนการการเมืองภายในประเทศเชื่อมต่อกับเครือข่ายระหว่างประเทศ จุดไหนคือ ‘ความร่วมมือเพื่อประชาธิปไตย’ และจุดไหนเริ่มกลายเป็น ‘อิทธิพลจากต่างประเทศ’?
วันนี้เรารู้แล้วว่า Joshua Wong และเครือข่ายไม่ได้เพียงขอเสียงสนับสนุนจากต่างชาติ แต่เดินหน้าล็อบบี้รัฐสภาสหรัฐฯ จนไปถึงกฎหมายและมาตรการคว่ำบาตร
แล้วประเทศไทยล่ะ?
NED, NDI, IRI และองค์กรต่างประเทศทำงานกับใครบ้าง?
เงินทุนลงไปที่องค์กรใด?
ใครได้รับการอบรม?
ใครสร้างเครือข่ายกับใคร?
องค์กรเหล่านั้นเชื่อมกับขบวนการนักกิจกรรม สื่อ พรรคการเมือง หรือบุคลากรของพรรคอย่างไร?
และที่สำคัญที่สุด
เส้นไหนเป็นเพียงความสัมพันธ์ตามปกติของสังคมประชาธิปไตย และเส้นไหนเริ่มสร้างอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองภายในประเทศไทย?”
______________________________________________
ถ้าจะมีคำถามว่า ทำอย่างไรจะทำให้ผู้นิยมพรรคส้ม “ตาสว่าง” ?
คำตอบคือ อย่ารอตั้งรับกับการตรวจสอบภาครัฐของพรรคส้ม แต่ต้องทำให้คนรู้จักตรวจสอบโครงสร้างอำนาจจากต่างประเทศด้วยมาตรฐานเดียวกับที่เราตรวจสอบทุนใหญ่ กองทัพ รัฐบาล หรือสถาบันอำนาจภายในประเทศ
______________________________________________
อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ #อัษฎางค์ดอทคอท
link อยู่ในคอมเมนต์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

