อุตุฯโลก เตือน ปรากฏการณ์ เอลนีโญ เดือดสุดในประวัติศาสตร์ ลากยาวสะเทือนถึงปี 70

4 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization - WMO) รายงานว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศ'เอลนีโญ' มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และ อาจมีความรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสภาพอากาศสุดขั้วต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุว่า หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติคาดการณ์ว่า มีโอกาสเกือบ 100% ที่ 'เอลนีโญ' จะยังคงอยู่ต่อไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากอุณหภูมิของมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงผิดปกติอย่างมาก นับเป็นครั้งแรกที่ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก แสดงระดับความเชื่อมั่นในการคาดการณ์สูงถึงระดับนี้
เซเลสเต ซาอูโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าวว่า หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป มันอาจรุนแรงกว่าครั้งใดๆ นับตั้งแต่ที่เราเฝ้าติดตามมา ดังนั้นจึงเรียกได้ว่ามันอยู่นอกเหนือระดับที่เคยมีการบันทึกไว้อย่างมาก โดยองค์กรมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรในสหประชาชาติและระบบการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
เพื่อให้ข้อมูลและองค์ความรู้ด้านสภาพภูมิอากาศที่จำเป็นต่อการสำหรับสนับสนุนการจัดการภัยพิบัติ และภาคส่วนที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพภูมิอากาศ เช่น การเกษตร สุขภาพ พลังงาน และทรัพยากรน้ำ และ กำลังเร่งเตรียมความพร้อมและระบบเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถดำเนินมาตรการรับมือได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ทนทานต่อภัยแล้งในบางพื้นที่
'เอลนีโญ' มีความรุนแรงเป็นอย่างมากสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบของปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิทั่วโลก และกระตุ้นให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว อาทิ ภัยแล้ง พายุไต้ฝุ่น ถึงแม้ว่า 'เอลนีโญ' จะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถทวีความรุนแรงขึ้นได้จากอุณหภูมิของมหาสมุทรที่สูงขึ้น
โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ได้ยกตัวอย่างอุณหภูมิในมหาสมุทรแปซิฟิกในช่วง 'เอลนีโญ' ของปีนี้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในสี่ครั้งที่ถูกจัดอยู่ในระดับรุนแรงมาก จากสถิติที่มีการบันทึกย้อนหลังไปถึงปี 1950 มีอุณหภูมิสูงกว่าระดับปกติแล้วมากกว่า 2 องศาเซลเซียส
'เอลนีโญ' ครั้งนี้จะมีความรุนแรงสูงสุดในช่วงปลายปีนี้ แต่ผลกระทบจะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปในปี 2027 และคาดว่าจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นในปีหน้าด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วหลังจากเกิดปรากฏการณ์ 'เอลนีโญ' เรามักจะเห็นอุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นระลอก ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยอ้างถึงปี 2024 ซึ่งเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา แต่ปี 2027 มีศักยภาพที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ก็เป็นได้

