'ดร.สุวินัย' ตั้งปุจฉา-วิสัชนา เรื่องลงถนน

วันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับผู้ชายคนหนึ่งอายุ 80 ที่พาผู้คนลงถนน โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "ปุจฉา: ชายชราอายุแปดสิบที่พาสังขารออกมานำมวลชนลงถนน เขาตกอยู่ในเรื่องเล่าของตัวเอง หรือ โลกภายในเขามีแต่สงครามกับศัตรู หรือเขาต้องสร้างความหมายให้แก่ปั้นปลายชีวิตของตนเอง?
*****

วิสัชนา:
นี่เป็นคำถามที่ลึกกว่าการถามว่า “ชายชราคนนั้นคิดถูกหรือผิด” มาก
เพราะทั้งสามสมมติฐานเป็นคำอธิบาย โลกภายใน ซึ่งเราพิสูจน์จากภายนอกไม่ได้
แต่ใช้เป็นเลนส์อ่านพฤติกรรมได้
และสามอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องตัดกันด้วย อาจเกิดพร้อมกันในระดับต่าง ๆ
หนึ่ง — เขาอาจตกอยู่ในเรื่องเล่าของตัวเอง
นี่น่าสนใจที่สุดในเชิง epistemology (ญานวิทยา)
คนที่สร้าง Grand Narrative ซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอย่างชายชราคนนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ “หลอกคนอื่น” อยู่ตลอดเวลา
เขาอาจเชื่อ narrative นั้นจริงเสียเอง (ผมเชื่อในสมมติฐานนี้)
เมื่อข้อมูลใหม่เข้ามา มันจึงถูกจัดวางลงในโครงเดิม:
มีวิกฤต → ต้องมีผู้ทำให้เกิดวิกฤต
มีผลประโยชน์ → ต้องมีเครือข่าย
มีเครือข่าย → ต้องมีผู้บงการ
ประเทศมีปัญหา → ประเทศกำลังถูกยึด
เมื่อประเทศกำลังถูกยึด → ใครบางคนต้องออกมากอบกู้
ถ้ากรอบนี้แข็งแรงพอ เจ้าของเรื่องเล่าก็ไม่ได้ยืนอยู่นอกเรื่องเพื่อควบคุมมันอีกต่อไป
เขา อาศัยอยู่ภายในเรื่องนั้นด้วย (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
นี่เป็นความย้อนแย้งที่สุดในตัวชายชราผู้นี้
เพราะผู้ที่เก่งมากในการสร้างเรื่องเล่า อาจกลายเป็นผู้ที่หลุดออกจากเรื่องเล่าของตนเองได้ยากที่สุด
.....
สอง — โลกภายในอาจถูกจัดโครงสร้างเป็นสนามรบ
ถ้าคนคนหนึ่งใช้ชีวิตสาธารณะหลายสิบปีผ่านภาษาแบบ ฝ่ายเรา–ฝ่ายมัน, ผู้รักชาติ–ผู้ขายชาติ, เปิดโปง–ปกปิด, ต่อสู้–ทรยศ, กอบกู้–ทำลาย
โลกของผู้นั้นก็อาจค่อย ๆ ถูกมองผ่าน grammar ของสงครามตลอดเวลา
แต่มีคำถามที่น่าสนใจว่า
ถ้าวันหนึ่งไม่มีศัตรูเหลืออยู่ เขายังรู้หรือไม่ว่าตัวเองเป็นใคร?
นี่เป็นคำถามเรื่อง identity (อัตลักษณ์) ของตัวชายชราผู้นี้
“ขุนพลงักฮุย” ต้องมีสงคราม
ต้องมีบ้านเมืองที่ต้องปกป้อง
ต้องมีศัตรู
และต้องมีภารกิจ
เพราะถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ archetype (ต้นแบบ) ของ “ขุนพล” ก็หมดเวทีที่จะดำรงอยู่
นี่คือถามว่า ใครเป็นผู้กำหนดสนามรบที่ขุนพลกำลังออกไปรบ?
.....
สาม — การสร้างความหมายให้บั้นปลายชีวิต
เราไม่มีทางรู้แรงจูงใจภายในของชายชราคนนั้น แต่ในฐานะคำถามเชิง existential มันน่าสนใจมาก
เมื่อคนคนหนึ่งมีชื่อเสียง มีประวัติศาสตร์ของตัวเอง มีผู้ติดตาม และผ่านการต่อสู้ทางการเมืองครั้งใหญ่มาแล้ว
การใช้ชีวิตช่วงท้ายอย่างเงียบ ๆ อาจเป็นเพียงทางเลือกหนึ่ง ส่วนอีกทางคือการทำให้ชีวิตทั้งหมดกลายเป็น narrative ที่มี องก์สุดท้าย
และถ้า identity ของตนเองผูกกับ “นักรบ” มานาน องก์สุดท้ายที่รู้สึกสมบูรณ์อาจไม่ใช่การนั่งพัก แต่คือ
การออกรบครั้งสุดท้าย
ตรงนี้จึงเกิดคำถามที่ผมว่าน่าสนใจกว่าสามข้อแรกเสียอีก
<< เขากำลังนำมวลชนไปสู่เป้าหมายทางการเมือง
หรือกำลังพามวลชนเข้าไปอยู่ในองก์สุดท้ายของเรื่องเล่าชีวิตตัวเอง? >>
archetype แบบชายชราผู้นี้น่าจะต้องการให้ยุทธภพยังเคลื่อนตามการกระทำของตน (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
ผมคิดว่าตอนนี้ เรากำลังแตะคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องของชายชราคนนั้นแล้วนะ
<< เมื่อมนุษย์เข้าสู่บั้นปลายชีวิต เราจะสร้างความหมายด้วยการทำให้โลกยังหมุนรอบเรื่องเล่าของเรา หรือเราสามารถมีความหมายได้โดยไม่ต้องให้โลกตอบสนองต่อเราอีก? >>
~ สุวินัย ภรณวลัย"

หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เผยแพร่ลงมาไม่นาน ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"มิใช่ไร้ซึ่งยอดฝีมือรุ่นใหม่.. แต่อาวุโสกล้าแข็งเหลือเกิน..หลบไปสู่เต๋ากันบ้าง"
"คนที่เอะอะเอาแต่สาบาน อ้างแต่เป็นลูกศิษย์หลวงตา ฟังหูไว้หูอย่าเชื่อมากครับ ถ้าปี 2549 ชายชราไม่พาคนลงถนน นายใหญ่น่าจะหมดอำนาจไปนานแล้ว เพราะความจริง ความชั่วที่ทำไว้มันกำลังเปิดเผยออกมา พอชายชราพาคนลงถนน คนเสื้อแดง(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจเงินโดยตรงของนายใหญ่ )เลยรู้สึกว่านายใหญ่ถูกรังแกใส่ร้าย และเขาว่าชายชราอกหักที่นายใหญ่ไล่ออกไม่ให้จัดรายการทีวี ไม่ให้ทำรายการต่อ จึงพาคนเดินขบวน มันเลยเป็นการฟอกนายใหญ่ให้กลายเป็นคนดีอีกต่อไปในสายตาของคนเสื้อแดง บ้านเมืองเลยเกิดปัญหาเพราะนายคนนี้มายาวนานจนถึงปัจจุบัน"
"ความยากที่สุดของชายชราคือ อัตตา ที่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องที่สุด เขาอาจจะเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือกำลังหลอกตัวเองว่ากำลังทำสงครามครั้งสุดท้าย เรามิอาจรู้ได้ เมือจิตทีเต็มไปด้วยอัตตาไม่รู้จักปล่อยวางเขาย่อมเห็นแต่ตัวเอง และคิดว่าตัวเองเท่านั้นคือผู้กอบกู้ เขาละเลยความเป็นจริงและกำลังหลงทางอยู่ในเรืองเล่าของเขาเองที่น่ากลัวคือเขากำลังจะแบ่งแยกประขาชนเป็นพวกเขาพวกเราอีกครั้ง"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

