กทม. ร่วมวงสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ปลดล็อกโครงสร้าง ยกระดับระบบสวัสดิการ

กทม. ร่วมเสวนาสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ยกระดับระบบสวัสดิการสังคมอย่างยั่งยืน
7 ก.ย. 69 นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมเวทีเสวนาเชิงนโยบายหัวข้อ “ปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: การยกระดับวิชาชีพ การกำหนดตำแหน่ง และการจัดสรรกรอบอัตรากำลัง” ภายในงานประชุมวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ประเด็นสำคัญในการเสวนาครอบคลุมเรื่องการกำหนดตำแหน่ง เกณฑ์บรรจุตรงสายงาน สัดส่วนภาระงาน การปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษาและการรับรองปริญญาทางวิชาชีพ ตลอดจนความท้าทายของผู้ใช้กำลังคนด่านหน้าในระบบสวัสดิการสังคม
ที่ประชุมเสวนาได้สะท้อนภาพรวมสถานการณ์กำลังคนด้านสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะสัดส่วนนักสังคมสงเคราะห์ต่อประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลและประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ระบบราชการเองยังเผชิญกับปัญหาการใช้ตำแหน่งงานไม่ตรงตามคุณวุฒิวิชาชีพโดยตรง เนื่องจากเกณฑ์บรรจุของ ก.พ. กำหนดไว้กว้าง นอกจากนี้ ปัญหาภาระงานที่หนักเกินกำลังและการขาดเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพที่ชัดเจน ยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บุคลากรเกิดภาวะหมดไฟและสูญเสียแรงบันดาลใจในการปฏิบัติงานในระยะยาว
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร นางสาวอรัญญา รองปลัดกทม. ได้ให้ข้อมูลถึงข้อจำกัดเฉพาะพื้นที่ โดยปัจจุบัน กทม. มีกรอบอัตรากำลังนักสังคมสงเคราะห์ 320 อัตรา กระจายอยู่ใน 5 สำนักหลัก ได้แก่ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักพัฒนาสังคม สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว และ 50 สำนักงานเขต ซึ่งแม้ กทม. จะยกระดับมาตรฐานโดยกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งต้องมีใบประกอบวิชาชีพ แต่ยังพบปัญหาการครองตำแหน่งไม่ครบถ้วนจากการโอนย้ายบุคลากรหรือเปลี่ยนสายอาชีพ
รองปลัดกทม. กล่าวว่า ท่ามกลางภารกิจการดูแลเมืองที่ขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะการจัดการปัญหาคนเปราะบางและคนไร้ที่พึ่งที่เพิ่มขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ กทม. จึงได้มีการจ้างอาสาสมัครในโครงการต่าง ๆ เช่น อาสาสมัครศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน หรืออาสาสมัครคนพิการ เพื่อเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานร่วมกับข้าราชการ
ด้านการพัฒนาศักยภาพนักสังคมสงเคราะห์ กทม. ได้มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะประจำตำแหน่งใน 3 ด้านหลัก คือ การสืบเสาะหาข้อมูล การคิดวิเคราะห์ และการให้คำปรึกษาแนะนำ ซึ่งนำไปสู่การออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมทั้งในเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทักษะการให้การปรึกษาทางสังคม ทักษะการสร้างและบริหารเครือข่ายทางสังคม รวมไปถึงการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ระบบสารสนเทศของหน่วยงาน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในพื้นที่เมืองที่มีความซับซ้อนได้อย่างเป็นมืออาชีพ
ในส่วนของทิศทางในอนาคต วิทยากรแต่ละท่านเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการบูรณาการร่วมกันทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยสถาบันการศึกษาต้องปรับหลักสูตรจากฐานเนื้อหาสู่ฐานสมรรถนะที่เท่าทันเทคโนโลยีและวิกฤตทางสังคมใหม่ ๆ ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องร่วมกันทบทวนมาตรฐานกำหนดตำแหน่งงานให้มีความเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อเปิดทางไปสู่การพิจารณาค่าตอบแทนวิชาชีพที่เป็นธรรมและสร้างแรงจูงใจ
สำหรับการประชุมวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เรื่อง การยกระดับและเสริมสร้างความเข้มแข็งกำลังคนด้านสังคมสงเคราะห์และบริการสังคมในประเทศไทย: จากกรอบพัฒนาระดับสากลสู่นโยบายและการปฏิบัติจริง (Strengthening the Social Work and Social Service Workforce in Thailand: From Global Frameworks to Policy and Practice) จัดขึ้นโดยสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ระหว่างวันที่ 7-8 ก.ย. 69 ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ เขตบางพลัด โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงประจักษ์เกี่ยวกับสถานการณ์กำลังคน และเป็นเวทีกลางในการระดมความคิดเห็นข้ามภาคส่วน เพื่อจัดทำร่างข้อเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นระบบยื่นต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้ ในช่วงเสวนามี นายชินพันธุ์ ฤกษ์จำนง นักทรัพยากรบุคคลเชี่ยวชาญ สำนักพัฒนาระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สค.ร.อุมาภรณ์ ผ่องจิตต์ นักสังคมสงเคราะห์เชี่ยวชาญ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และ ผศ.รณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมเสวนา โดยมี ผศ.ดร.สค.ร.ปุณิกา อภิรักษ์ไกรศรี ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิชาการ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




