ยูนิเซฟจับมือเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว 'BEAT TO BREATHE' ปลุกพลังแรป ชวนคนไทยลุกขึ้นปกป้องสิทธิเด็กในอากาศสะอาด

เนื่องในวันอากาศสะอาดสากล (International Days of Clean Air and Blue Skies) องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และเครือข่ายอากาศสะอาด เปิดตัว “BEAT TO BREATHE (บีท ทู บรีธ)” แคมเปญที่หยิบเอาพลังของเพลงแรป ชวนเด็ก เยาวชน และสังคมลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิในอากาศสะอาดให้กับเด็กทุกคน พร้อมสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ที่มีต่อเด็ก และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด
หัวใจของแคมเปญคือเพลง “ปอดเทส” (Lung Test) ผลงานของ TangBadVoice หรือ ตะวันวาด วนวิทย์ แรปเปอร์ชาวไทย ซึ่งหยิบ “ลมหายใจ” มาเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและเนื้อเพลงเพื่อเล่าเรื่องฝุ่น PM2.5 ผ่านเรื่องใกล้ตัวที่กระทบชีวิตและสุขภาพของทุกคน โดยเน้นย้ำว่า “ถ้าไม่แก้ตอนนี้ มันก็คงสายไป อากาศเดียวทุกคนใช้ ทุกคนต้องหายใจ”

สำหรับ TangBadVoice ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เขาเติบโตในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างรุนแรงในช่วงฤดูฝุ่น เขากล่าวว่า “ตั้งแต่เด็ก เราเรียนรู้แค่ที่จะปรับตัวให้อยู่กับปัญหา ทั้งอยู่ในห้องปิดหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ หลีกเลี่ยงการออกไปข้างนอก หรือใส่หน้ากากเมื่อต้องออกนอกบ้าน แต่เมื่อได้มาทำเพลง ‘ปอดเทส’ ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่า จริง ๆ แล้วอากาศที่ดีเป็นสิ่งที่เราเลือกได้และสร้างได้ เพียงแต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้ว่ามีทางเลือกอื่น จนในที่สุด การอยู่กับอากาศที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็กลายเป็นเรื่องปกติที่เรายอมรับโดยไม่รู้ตัว”

ฟังเพลงปอดเทส https://youtu.be/0QfCGZGfDWQ
แคมเปญ BEAT TO BREATHE ยังชวนเด็ก ๆ และทุกคนมาร่วมกิจกรรม Beat Test Challenge ลองแรปเพลง “ปอดเทส” และทดสอบการควบคุมลมหายใจของตัวเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวคิด Maximum Phonation Time หรือระยะเวลาที่คนเราสามารถเปล่งเสียงต่อเนื่องด้วยลมหายใจเดียว

ในประเทศไทย ยูนิเซฟระบุว่า เด็กประมาณ 11 ล้านคน กำลังเผชิญกับฝุ่น PM2.5 ในระดับสูง ซึ่งมากกว่าจำนวนเด็กที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม คลื่นความร้อน หรือภัยแล้ง ในขณะที่ทั่วโลก รายงานสภาวะอากาศโลกฉบับที่ 5 ในปี 2567 ชี้ว่ามลพิษทางอากาศกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับที่สองของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยได้คร่าชีวิตผู้คนถึง 8.1 ล้านคนในปี 2564 ในจำนวนนี้เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีกว่า 700,000 คน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากฝุ่น PM2.5

เด็กมีความเปราะบางต่อมลพิษทางอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากปอด ร่างกาย และสมองยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งยังอาจได้รับมลพิษมากกว่า เพราะหายใจรับอากาศในปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว การได้รับฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ เช่น โรคหอบหืด ปอดอักเสบ และโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในเด็ก และยังเชื่อมโยงกับโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน และมะเร็งปอดในผู้ใหญ่

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รักษาการ ผู้อำนวยการ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “มลพิษทางอากาศอาจมองไม่เห็น แต่ผลกระทบที่มีต่อเด็กนั้นชัดเจน ทุกลมหายใจที่มีมลพิษจะสะสมผลกระทบไปเรื่อย ๆ จากอาการไอในวันนี้ สู่ปัญหาสุขภาพในวันข้างหน้า และสำหรับเด็กจำนวนมากคือการต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านในวันที่อากาศไม่ดี แคมเปญ BEAT TO BREATHE ต้องการให้เด็กและทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้กระทบชีวิตของพวกเขาอย่างไร ให้พวกเขาได้มีพื้นที่ส่งเสียง และมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายที่ทำให้เด็กทุกคนมีอากาศสะอาดหายใจได้จริง เราไม่ควรต้องรอให้เด็กป่วยก่อนจึงจะลงมือแก้ปัญหา”

นางเลโอนาร์ดี กล่าวเสริมว่า ในขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) การยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการมลพิษทางอากาศยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในระดับนโยบาย

รายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ โดยชี้ว่าการยกระดับมาตรฐานการปล่อยมลพิษและการจัดทำกฎหมายอากาศสะอาดจะเป็นพัฒนาการที่สำคัญของไทย พร้อมเสนอให้ไทยเพิ่มความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยมลพิษจากภาคการขนส่ง และดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพอากาศ

และเพื่อให้เห็นผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพเด็กอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ยูนิเซฟและเครือข่ายอากาศสะอาดจะร่วมกับทีมแพทย์ลงพื้นที่ในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่งในกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาให้ครูและเด็กๆ สามารถคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ และส่งต่อเพื่อรับการดูแลที่เหมาะสม ข้อมูลจากการคัดกรอง รวมถึงเสียงและประสบการณ์ของเด็ก จะนำไปใช้ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... มีจุดเริ่มต้นสำคัญในปี 2565 เมื่อเครือข่ายอากาศสะอาดริเริ่มเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก ก่อนจะมีร่างกฎหมายอีก 6 ฉบับเสนอโดยพรรคการเมืองและคณะรัฐมนตรี และนำมาพิจารณาร่วมกันเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียว หลังผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมโดยวุฒิสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบกับส่วนที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยคะแนนเสียง 414 ต่อ 2 เสียง และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของทั้งสองสภาจำนวน 20 คน เพื่อพิจารณาหาข้อยุติและจัดทำร่างกฎหมายที่ทั้งสองสภาเห็นชอบร่วมกันต่อไป
กัญฐณา อภิรภากรณ์ หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร เครือข่ายอากาศสะอาด กล่าวว่า “ในแต่ละปี มะเร็งปอดคร่าชีวิตคนไทยกว่าหมื่นคน และสิ่งที่น่าสะเทือนใจคือ เรายังพบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามในกลุ่มคนอายุน้อยและผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ฝุ่นพิษ PM2.5 จึงไม่ใช่เพียงหมอกจาง ๆ ที่มาเยือนตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพราะมันกระทบต่อสิทธิในการมีชีวิตและมีสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กซึ่งไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา แต่ต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ร่วมกันผลักดันร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จนเกิดร่างกฎหมายที่เป็นความหวังของสังคม แต่การมีกฎหมายไม่ได้หมายความว่าภารกิจจะสิ้นสุดลง ตรงกันข้าม วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ การร่วมกันผลักดันให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเกิดผลจริงในทุกพื้นที่ ขณะเดียวกัน สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างความรู้และความตระหนักเรื่องสิทธิในอากาศสะอาดให้แก่คนทุกระดับ ตั้งแต่การปลูกฝังความเข้าใจให้เด็กในห้องเรียน การเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ส่งเสียงและมีส่วนร่วม ไปจนถึงการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในหมู่ผู้ใหญ่ ชุมชน ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบาย”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

