หนุ่มฝรั่งเศสเจ้าของสวนสัตว์สมุย คู่กรณีชายอิสราเอล ยังหลบหนี ตร.เร่งตามตัว หลังนายกฯเซ็นเนรเทศอีกราย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2354/2569 ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569 สั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (Mr.Kevin Dimino) สัญชาติฝรั่งเศส เจ้าของคาเฟ่สัตว์เลี้ยงและสวนสัตว์บนเกาะสมุย ออกนอกราชอาณาจักรไทยเพิ่มอีก 1 ราย
เอกสารคำสั่งระบุพฤติการณ์ชัดเจนว่า นายเควินมีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญ และสร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ตลอดจนมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี อยู่ระหว่างติดตามตัวนายเควินเพื่อแจ้งคำสั่งเนรเทศดังกล่าว ซึ่งคาดว่า นายเควิน ดิมิโน รู้ถึงคำสั่งดังกล่าวจึงอาจหลบซ้อนตัว เจ้าหน้าท่ีอยู่ระหว่างติดตามตัวเพื่อแจ้งถึงคำสั่งเนรเทศออกนอกประเทศดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้ไปสังเกตหน้าสวนสัตว์พบว่าเงียบไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการเคลื่อนไหวของพนักงานและเมียคนไทยของนายเควินแต่อย่างใด
ทั้งนี้ตามขั้นตอนกฎหมาย คำสั่งเนรเทศยังเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ส่งผลให้มหากาพย์ความขัดแย้งข้ามชาติบนเกาะสมุยในครั้งนี้ จบลงด้วยการที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายถูกสั่งเนรเทศพ้นประเทศไทย
ด้านนายยาคอฟ โอฮะยอน ชาวอิสราเอลที่ถูกคำสั่งเนรเทศก่อนหน้าและขณะนี้อยู่ระหว่างควบคุมตัวที่ สภ.เกาะสมุย เพื่อรอผลักดันออกนอกประเทศ ได้เปิดใจผ่านคนใกล้ชิดโดยปฏิเสธเจตนาในการข่มขู่ว่า
"ผมเคารพประเทศไทย และระบบกฎหมายท้องถิ่น และนักท่องเที่ยวทุกคนก็ควรเคารพเช่นกัน ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกเนรเทศเพราะแสดงความรู้สึกต่อต้านธงปาเลสไตน์ในเกาะสมุย ผมไม่คิดว่าสงครามนี้ควรเกิดขึ้นในเกาะนี้ และขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่เคยข่มขู่พวกเขา ผมแค่บอกความคิดเห็นของผมเกี่ยวกับการนำธงมาแสดงบนเกาะนี้ให้คุณเควินฟัง"
จากการตรวจสอบประวัติของตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่า นายยาคอฟ ชาวอิสราเอล ถือวีซ่าธุรกิจเข้ามาประกอบกิจการร้านอาหารบนเกาะสมุยมานาน 5 ปี และนายเควิน ชาวฝรั่งเศส มีภรรยาเป็นคนไทย และเข้ามาประกอบธุรกิจคาเฟ่สัตว์เลี้ยงบนเกาะสมุยมานานประมาณ 9 ปี
นายสันต์ ทองสุข ชาวเกาะสมุย ได้เปิดเผยถึงมุมมองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ได้ติดตามข่าวสารนี้มาโดยตลอด ซึ่งมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากกว่าเรื่องของเชื้อชาติ เนื่องจากเกาะสมุยเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติเดินทางมาจากหลากหลายประเทศเข้ามาอยู่อาศัยรวมกัน การมีกระทบกระทั่งหรือทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างจึงอาจเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติชนชาติใดที่เข้ามาอยู่อาศัยหรือท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ทุกคนต้องเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด โดยต้องไม่สร้างปัญหาให้กับประเทศไทยและชาวเกาะสมุย พร้อมกันนี้ ยังได้ฝากถึงประชาชนและผู้รับฟังข่าวสาร ให้ช่วยกันแยกแยะระหว่างพฤติกรรมส่วนบุคคลกับภาพรวมของประเทศต้นทาง อย่าพึ่งใช้อคติหรือเหมาสาดไปถึงคนทั้งหมดของประเทศนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย อิสราเอล ฝรั่งเศส หรือชาติใดก็ตาม เพื่อให้สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่สงบสุขและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

