บทบรรณาธิการ : 8 กันยายน 2569

การจราจรกรุงเทพมหานคร วิกฤตที่ต้องแก้ด้วยความร่วมมือ
กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่ควรเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญและความสะดวกสบาย กลับถูกจดจำในอีกภาพหนึ่งที่ไม่พึงประสงค์ “เมืองรถติดที่สุดติดอันดับโลก” ปัญหาการจราจรที่เรื้อรังนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในทุกการหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสร้างรถไฟฟ้าเพิ่ม เส้นทางด่วนใหม่หรือการจัดระเบียบรถสาธารณะ การใช้เทคโนโลยี AI แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงที่ประชาชนเผชิญทุกวันคือ รถยังติดเหมือนเดิม
ปัญหาที่ฝังรากลึกที่เราพบเห็นจนคุ้นชินคือการขาดวินัยจราจร เช่น การขับรถย้อนศรการจอดรถกีดขวาง การไม่เคารพกฎจราจร เป็นภาพที่เห็นจนชินตา ทำให้เกิดจุดวิกฤตรถติด เช่น บริเวณอโศก สุขุมวิท รัชดาภิเษก อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะพานควาย ราชประสงค์ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจราจรที่แทบ
ไม่ขยับในชั่วโมงเร่งด่วน
ในอดีตที่ผ่านมาเราต่างมองว่าระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ แต่ปัจจุบันแม้รถไฟฟ้าจะขยายเส้นทาง แต่ค่าโดยสารสูงและการเชื่อมต่อกับรถเมล์หรือเรือยังไม่สะดวก ทำให้ประชาชนยังนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากกว่า
การจราจรติดขัดไม่ใช่เพียงความรำคาญ แต่คือความเสียหายมหาศาลทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านสุขภาพ ชั่วโมงการทำงานที่สูญเสียไปบนถนน เท่ากับผลผลิตที่หายไปของประเทศ ค่าเชื้อเพลิงที่ถูกเผาโดยไร้ประโยชน์คือเงินตราที่สูญเปล่า
มลพิษจากรถยนต์ที่สะสมในอากาศ ส่งผลต่อโรคทางเดินหายใจและหัวใจ ประชาชนต้องเผชิญกับความเครียดและสุขภาพจิตที่ถดถอยจากการเดินทางที่ยาวนาน ถึงเวลาของการลงมือจริงหรือยังเมื่อพิจารณาความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน
การแก้ปัญหาจราจรไม่อาจเป็นเพียง “คำสัญญาเลือกตั้ง” อีกต่อไป กรุงเทพมหานคร ต้องจับมือกับรัฐบาลกลางอย่างจริงจัง ทั้งในด้านงบประมาณ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างระบบขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพและราคาที่ประชาชนเข้าถึงได้
ผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาลต้องร่วมกันกำหนด “วาระเร่งด่วน” หรือ quick win ในการแก้ไขปัญหาการจราจร เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสะดวกสบาย แต่คือเรื่องของเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน หากปล่อยให้ปัญหานี้ดำเนินต่อไป กรุงเทพฯ จะไม่สามารถเป็นเมืองน่าอยู่และน่าลงทุนได้อีกต่อไป
การจราจรกรุงเทพฯคือภาพสะท้อนของการบริหารจัดการเมืองที่ล้มเหลว หากผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาลสามารถจับมือกันแก้ไขได้จริง จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าการเมืองไทยสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ไม่ใช่เพียงคำพูดบนเวทีหาเสียง ถึงเวลาแล้วที่กรุงเทพฯ ต้องก้าวพ้นจากคำครหาว่าเป็น “เมืองรถติดที่สุดติดอันดับโลก” และกลายเป็นเมืองที่ประชาชนภูมิใจได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

