คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘สนธิ’ประกาศชักธงรบ
“สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ และอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ประกาศเคลื่อนพล ภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ใน 6 ประเด็นใหญ่คือ คดีที่ดินเขากระโดง, คดีฮั้ว สว., โกงสอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน, ปัญหากักตุนน้ำมัน, โครงการ “Data Center” และการปราบปรามกลุ่มทุนเทาทั้งจีนเทาและยิวเทา
ทั้งนี้ จากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 กันยายน วานนี้ ที่บ้านพระอาทิตย์ ซึ่งมี นายนิติธร ล้ำเหลือ และนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล ระบุว่า “ผมมีความรู้สึกว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิม เพราะระบบการเมืองไทย
โดยเฉพาะนักการเมืองเป็นเครือข่ายเดียวกัน แต่พรรคภูมิใจไทยฉลาดและเจ้าเล่ห์ โดยอ้างการปกป้องสถาบันฯ เพื่อให้ตัวเองได้เป็นรัฐบาล”
เจ้าของฉายา “ยามเฝ้าแผ่นดิน” นามว่า “สนธิ ลิ้มทองกุล” ชี้ว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ใช้อำนาจรัฐปิดบังทุกเรื่อง ทั้งกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง และประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ซึ่งหากในอดีตไม่มี พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาทวงคืนพื้นที่โดยยึดแนวเขตตามแผนที่ 1:50,000 ไทยคงต้องเสียเปรียบไปแล้ว แต่ทว่า เวลานี้พรรคภูมิใจไทยกลับมีท่าทีบิดพลิ้ว ไม่ยอมรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU43 และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ว่า ทำไมยังคงยึดถือแนวแผนที่ 1:200,000 อยู่อีก
นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน ด้วยมองเห็นว่า การเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ซึ่งรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองในปัจจุบัน ไม่ต่างจากที่เคยต่อสู้กับ “ระบอบทักษิณ” ในอดีต มีการทุจริต มีการใช้อำนาจ รวมทั้งการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม
สำหรับ “คดีฮั้ว สว.” นั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง และว่า “วันที่ 14 กันยายนนี้ ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร”
สรุป ก็คือการแถลงข่าวครั้งนี้ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยในวันที่ 10 กันยายนนี้ เวลา 09.30 น. จะไปสถานทูตอิสราเอล เพื่อยื่นหนังสือ ส่วนสถานทูตอิสราเอลจะรับหนังสือหรือไม่รับหนังสือนั้นไม่ได้สนใจ แต่จะมีการอ่านแถลงการณ์ ที่คนยิวและประเทศอิสราเอลฟังแล้วเจ็บ
“สนธิ ลิ้มทองกุล” บอกว่า“ ผมอายุ 79 ปีแล้ว ถ้าจะต้องตายในระหว่างเรียกร้องเอาประเทศไทยคืนมา ผมยอมตายและไม่กลัว ที่กล่าวว่าด้อยค่าว่าเป็นม็อบน้ำหมาก ผมบอกว่าใจเย็นๆ ถามตัวเอง ถ้าศรัทธาและเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น 21 ปีที่แล้วมีคนถามว่าจะมีคนเข้าร่วมหรือไม่ ผมกล่าวว่า ต่อให้มีคนเดียวก็จะต่อสู้..ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใดๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวันถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวันคนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”
อย่างไรก็ตาม การออกมาประกาศเคลื่อนพลภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ครั้งนี้ มองอย่างรอบด้านแล้ว การระดมคนให้มาร่วมจำนวนมากอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีต โดยเฉพาะในช่วงปี 2548-2549 ที่มีประชาชนเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯเป็นจำนวนมากนั้น ก็เพราะ มีปัจจัยสำคัญหลายประการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในขณะนั้น อันเนื่องมาจากการฉ้อฉลอำนาจของรัฐบาลไทยรักไทยที่มี “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี
ประการแรก ในยุคนั้นสื่อกระแสหลักยังมีอิทธิพลต่อประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ซึ่ง“สนธิ ลิ้มทองกุล” สามารถใช้เวทีรายการโทรทัศน์ และต่อมาขยายเป็นเวทีปราศรัยนอกสถานที่ เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสวนลุมพินีจัดรายการ “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” ทำให้ข้อมูลการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเข้าถึงประชาชนในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วและโดนใจ
ประการต่อมา ประเด็นความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนจากการที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ขายหุ้นชินคอร์ป ให้แก่ “กองทุนเทมาเส็ก” ของสิงคโปร์ มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษี ได้เกิดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนอย่างกว้างขวาง จึงกลายเป็นชนวนให้คนออกมาขับไล่ ด้วยเห็นว่า “ทักษิณ” มีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจและกลไกของรัฐกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่บริษัทในเครือของ “ตระกูลชินวัตร”
ประการที่สำคัญ ระดับแกนนำของพันธมิตรฯ นั้น นอกจาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” ก็ยังมีการผนึกกำลังร่วมกับแกนนำภาคประชาชนกลุ่มอื่น อาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ และนายสมศักดิ์ โกศัยสุข โดยที่แกนนำแต่ละคนต่างก็มีฐานมวลชนของตน จึงทำให้มวลชนที่เข้าร่วมมีทั้งนักศึกษา, นักวิชาการ-อาจารย์มหาวิทยาลัย,พ่อค้า-นักธุรกิจ, พนักงานลูกจ้างบริษัทเอกชน,ข้าราชการ, แรงงานทั้งรัฐวิสาหกิจและแรงงานเอกชน ตลอดจนกลุ่มพลังทางสังคมอื่นๆ
ดังนั้น การเคลื่อนพลของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ใน พ.ศ.นี้ คงต้องดูกันเป็นเรื่องๆ ไป ว่าในแต่ละเรื่องจะมีน้ำหนักให้คนเข้าร่วมมากน้อยแค่ไหน !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

