เรื่องนี้มีประวัติ : พระองค์วรรณฯ หนึ่งในนักปราชญ์กรุงรัตนโกสินทร์

สัปดาห์ก่อนคอลัมน์นี้นำเสนอพระอัจฉริยภาพของ ศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ ในบทบาทนักการทูต นักการต่างประเทศไปแล้ว

มาวันนี้จะขอนำเสนอพระอัจฉริยภาพของพระองค์วรรณฯ ในพระสถานะของนักปราชญ์ นักภาษาศาสตร์ และนักการศึกษา รวมถึงนักหนังสือพิมพ์ แต่ขออนุญาตเล่าสู่กันฟังในแบบภาพรวม เพราะหากเจาะลึกถึงพระอัจฉริยภาพทุกสาขาของพระองค์แล้ว รับรองว่าต้องนำเสนอต่อเนื่องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 8 สัปดาห์

ขอย้ำว่าในพระสถานะนักการทูต พระองค์วรรณฯ คือนักการทูตที่ทรงพระปรีชาสามารถสูงยิ่ง ทรงช่วยให้ไทยผ่านพ้นวิกฤตสำคัญทางการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 และนับเนื่องถึงยุคสงครามเย็น (cold war) และยังทรงสร้างสรรค์ภูมิปัญญาทางการทูตอันทรงคุณค่ามหาศาลไว้กับนักการทูตไทยอย่างอเนกอนันต์


หากจะกล่าวในด้านภาษาศาสตร์แล้ว พระองค์วรรณฯ ทรงได้รับเลือกจากที่ประชุมสมาชิกราชบัณฑิตยสถาน (ปัจจุบันคือราชบัณฑิตยสภา) ให้ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัญฑิตยสถานเป็นพระองค์แรก เพราะทรงมีคุณูปการมากหลายในด้านวิชาการและภาษาศาสตร์ ทรงช่วยทำให้ราชบัณฑิตยสถานได้รับการยอมรับในวงการวิชาการทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะพระกรณียกิจด้านบัญญัติศัพท์ภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย ทำให้มีคำในภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมในสาขาวิชาการต่าง ๆ มากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระองค์ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระบิดาแห่งการบัญญัติศัพท์

พระองค์ท่านทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงอบรมสั่งสอนนิสิตในวิชาภาษาอังกฤษและภาษาไทย และยังทรงทำหนังสือพิมพ์ประชาชาติด้วย เมื่อปี 2473 นอกจากนั้นยังทรงสอนในภาควิชากฎหมายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ภายหลังคือคณะนิติศาสตร์) และทรงได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงดำรงตำแหน่งกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2489 ทรงเป็นสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกพฤฒิสภา ทรงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และทรงเป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ และราชองครักษ์พิเศษ นอกจากนี้ยังทรงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 (ประทับนั่งตรงกลาง) จากด้านซ้ายของภาพ ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ พระองค์วรรณฯ ม.ร.ว.สุมนชาติ สวัสดิกุล สุกิจ นิมมานเหมินท์ ประชุมวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ 29 กรกฎาคม 2505
ในด้านการศึกษาและการเศรษฐกิจ ทรงเป็นรองประธานสภาการศึกษาแห่งชาติ รองประธานสภาวิจัยแห่งชาติ รองประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รองประธานสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และทรงดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงตั้งคณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงวางรากฐานโครงการไทยคดีศึกษา ทรงเป็นที่ปรึกษาการต่อตั้งวิทยาลัยกรุงเทพ (ภายหลังคือมหาวิทยาลัยกรุงเทพ) และทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาแห่งชาติ
ส่วนงานด้านสังคม ทรงเป็นนายกสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษ นายกสยามสมาคม ผู้ว่าการภาคโรตารี 330 ที่ดูแลเขตประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และกุดชิงห์ ทรงเป็นกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา และประธานคณะกรรมการแผนกอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มูลนิธิอานันทมหิดล ประธานโครงการตำราสมาคมสังคมศาสตร์ นายกสมาคมราชวิทยาลัย และประธานมูลนิธิวิชาการหนังสือพิมพ์

ทรงรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มหาวิทยาลัยแฟร์เลดิกกินสัน มลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงพระราชกิจบางส่วนของพระองค์วรรณฯ เท่านั้น หากจะกล่าวให้หมดสิ้นก็จะต้องกล่าวอีกยืดยาวมาก
ท่านผู้หญิงวิวรรณ วรวรรณ เศรษฐบุตร บอกกับผู้เขียนว่า เมื่อพระองค์วรรณฯ ทรงพ้นจากหน้าที่ราชการแล้ว ทรงโปรดการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายสงบ แต่ยังสนพระทัยเหตุการณ์ต่าง ๆ ของบ้านเมืองและของโลกเป็นประจำ แต่ก็ยังทรงให้คำปรึกษาแนะนำกับผู้ที่ไปเฝ้าทูลถามเพื่อขอทางออกให้กับปัญหาต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านการทูต ด้านภาษาไทยและภาษาต่าง ๆ เรื่องศัพท์บัญญัติ ซึ่งพระองค์ท่านทรงยินดีให้คำปรึกษาด้วยความเต็มพระทัย และทรงให้คำอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก และยังทรงคิดค้นคำศัพท์ต่าง ๆ ตลอดเวลา จึงกล่าวได้ว่าความสุขของพระองค์วรรณฯ คือการทรงอักษรและทรงแต่งตำรับตำราวิชาการ

พระองค์วรรณฯ และนายกรัฐมนตรีอินเดีย ชวหาร ลาล เนห์รู
ท่านผู้หญิงวิรรณได้เล่าให้ฟังว่า พระองค์วรรณฯ สนพระทัยด้านภาษามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ในสมัยทรงศึกษาระดับประถมและมัธยม ทรงทำคะแนนภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้สูงสุด จึงได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ทรงเข้าเรียนที่ Marlborough College ในแขนงวิชาภาษาปัจจุบันและภาษาโบราณ คือ ลาติน และกรีก ทรงได้รับรางวัลการศึกษาดีเด่นมากมายถึง 17 รางวัล และทรงศึกษาต่อจนสำเร็จระดับปริญญาตรี ด้านประวัติศาสตร์ ได้คะแนนเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด แล้วทรงศึกษาต่อที่ Ecole Libre des Sciences Politiques สาขาวิชาการทูต ประเทศฝรั่งเศส ทรงสอบได้รางวัลที่ 1 และด้วยความสนพระทัยในด้านภาษาศาสตร์ จึงทรงศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ในคณะบูรพาศึกษา (Oriental Studies) สาขาภาษาบาลีและสันสกฤต เมื่อเสด็จมารับราชการในไทย ทรงเห็นว่าในสังคมไทยมีการใช้คำทับศัพท์ภาษาต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ส่วนคำไทยก็ใช้ในวงจำกัด จึงทรงคิดค้นคำศัพท์ภาษาไทยสำหรับสาขาวิชาต่าง ๆ และยังทรงคิดค้นคำภาษาไทยโดยทรงเน้นให้ตรงกับความหมายของภาษาอังกฤษให้มากที่สุด โดยไม่ต้องใช้คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ทรงเน้นหลักสำคัญในการบัญญัติคำศัพท์คือเลือกหาคำที่มีความหมายที่ตรงที่สุดก่อน แต่หากหาไม่ได้จึงหันไปดูภาษาบาลีหรือสันสกฤต แต่หากยังหาไม่ได้ก็จะทรงใช้ภาษาต่างประเทศแบบทับศัพท์ พระองค์วรรณฯ ทรงบัญญัติศัพท์ให้กับสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น ศัพท์การทูต กฎหมาย วิทยาศาสตร์ การแพทย์ คณิตศาสตร์ อุตสาหกรรม ปรัชญา จิตวิทยา โดยทรงบัญญัติคำศัพท์มากกว่า 1 พันคำ โดยรู้จักกันในนาม ศัพท์พระองค์วรรณฯ
คำศัพท์ของพระองค์วรรณฯ ที่เราใช้กันทุกวันนี้ อาทิ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ ปฏิรูป ปฏิวัติ วัฒนธรรม อารยธรรม ประชากร สื่อสารมวลชน รัฐศาสตร์ และโทรทัศน์ เป็นต้น

ส่วนพระกรณียกิจด้านสื่อสารมวลชนและการเมืองของพระองค์วรรณฯ คือพระองค์ท่านทรงมีพระตำแหน่งในฝ่ายบริหารเช่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่พระองค์ทรงมีพระคติประจำพระทัยคือ ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ต้องทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ และต้องสร้างชื่อเสียงเกียรติภูมิให้ประเทศชาติให้จงได้ การที่ทรงรับตำแหน่งต่าง ๆ นั้นมิใช่เพื่อตนเอง แต่เพื่อคุณประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญ และทรงทำในฐานะข้าของแผ่นดินผู้มุ่งมั่นให้แผ่นดินได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับพระสถานะด้านนักสื่อสารมวลชน ทรงสนพระทัยงานด้านข่าวสารบ้านเมืองมาก สนพระทัยด้านเสรีภาพ และการแสดงความคิดเห็นโดยเสรี จึงทรงตั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติขึ้น โดยเป็นการร่วมตัวของนักเขียน นักประพันธ์ และนักข่าว ทรงบอกว่าเหตุที่ตั้งหนังสือพิมพ์ประชาชาติ เพราะต้องการให้เห็นถึงหลักมูลวิถีชีวิตของประชาชนชาวไทย พึงเข้าใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือเรียกว่าหลักประชาธิปไตย หลักคิดในการทำหนังสือพิมพ์อีกประการคือ บำเพ็ญกรณี ไมตรีจิต วิทยาคม อุดมสันติสุข ทรงเน้นว่าสิทธินั้นทุกคนสามารถเรียกร้องตามหลักประชาธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่สิทธิและหน้าที่เป็นของคู่กัน

พระองค์วรรณฯ ทรงเขียนคอลัมน์ชื่อ วรรณไวไขข่าว ในหน้า 5 ของหนังสือพิมพ์ ทรงเน้นแนวคิดด้านสร้างความก้าวหน้าให้สังคม ในยุคนั้น หนังสือพิมพ์ประชาชาติ จึงเป็นที่ร่วมตัวของนักข่าวนักเขียนคนสำคัญ อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาลัย ชูพินิจ สนิท เจริญรัฐ โชติ แพร่พันธ์ เป็นต้น

แม้ในระยะหลังพระองค์วรรณฯ จะทรงยุติพระสถานะนักหนังสือพิมพ์ เพราะทรงมีพระราชกิจอื่น ๆ มากมาย แต่ยังทรงติดตามเรื่องราวต่าง ๆ ของวงการหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา ทรงเคยรับสั่งกับนักหนังสือพิมพ์รุ่นหลัง ๆ ว่า นักหนังสือพิมพ์เป็นวิชาชีพหนึ่งที่ต้องใช้ความสามารถและความอดทนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพนี้สำเร็จลุล่วงไปได้
งานด้านสื่อสารมวลชนเป็นงานหนึ่งที่พระองค์วรรณฯ ทรงสนพระทัยมาก เมื่อพระองค์ทรงรับตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงทรงตั้งคณะวารสารศาสตร์ และสื่อสารมวลชน เพื่อให้การศึกษาด้านสื่อสารมวลชนมีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

ในโอกาสคล้ายวันประสูติครบ 135 ปี ของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระองค์วรรณฯ ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จึงนำเสนอพระเกียรติคุณ และพระเกียรติประวัติของพระองค์วรรณฯ ให้สาธารณชนได้ประจักษ์แจ้งอีกครั้ง ด้วยความระลึกถึงพระกรุณาธิคุณที่ทรงมอบให้กับสังคมไทยมาโดยตลอด
เฉลิมชัย ยอดมาลัย

