ดร.ณัฏฐ์ บี้ทุกดอก! จี้ ผบ.ตร.ขอหมายจับ สมชัย-ยิ่งชีพ พร้อมพวก ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน-พรบ.คอม-ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน

8 กันยายน 2569 มีรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะผู้เสียหายและผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อกับ นายสมชัย หรือ ชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา หรือ เอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพ หรือ เป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 นายนรเศรษฐ์ หรือ รอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 นายพงษ์ศักดิ์ หรือ เม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 นางสาวลัดดาวัลย์ หรือ จอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6 ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91,341,343 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14(1) (2) และ (5) พระราชบัญญัติการควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 3,5,7 และความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันตและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 3 (3) 5,6,7,8,9,11,46/1,49 49/1,60 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,86,91
มีรายงานว่า ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ. AURELIAN GROUP และบริษัทในเครือ AG ได้ยื่นหนังสือต่อตัวแทน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ตามหนังสือเลขรับที่ 2632 ลงวันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.20 น.แล้วนั้น
เปิดข้อหาและพฤติการณ์แห้งคดี ระบุชัดพยานหลักฐานสำคัญแก่คดีคือ หลักฐานใบเสร็จในการโอนเงิน รวมถึงหลักฐานการชักชวนในการระดุมทุน ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 4 กันยายน 2569 เป็นหมายเลขบัญชีทั้งสองบัญชีและจำนวนยอดเงิน โดยระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้ยอมรับกับผู้สื่อข่าวรายการ “ข่าวเด่นเย็นนี้” ไทยทีวีสีช่อง 3 HD ทางสื่อสาธารณะ ว่า ไม่ได้ขออนุญาตรับบริจาค โดยข้าฯ ได้ให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวทั้งสองคดีเรียบร้อยแล้ว เป็นการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนเพียงพอ ที่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจ ได้แก่ “ศาลอาญากรุงเทพใต้” เพื่อขอให้พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66 บัญญัติว่า เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1)เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี”
ข้าพเจ้าขอกราบเรียนต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และในฐานหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 18 วรรคท้ายประกอบพะรราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 มาตรา 12 (1) (3) และสถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ท่านเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนชั้นสูงสุดขององค์กรและมีอำนาจหน้าที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66(1) โดยขอให้ท่านในฐานหัวหน้าพนักงานสอบสวนดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลในเขตอำนาจเพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาทั้งหกต่อศาล เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีที่อยู่หลักแหล่งที่แน่นอน ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและคดีมีอัตราโทษสูง และเป็นผู้ต้องหากลุ่มเดียวกับนายเพนกวิน ที่หลบหนีออกช้องธรรมชาติและหลบหนีหมายศาลไปต่างประเทศ และข้าฯในฐานะผู้เสียหายขขอคัดค้านประกันตัวผู้ต้องหา
เมื่อพิจารณาจากความผิดที่ข้าฯ ในฐานะผู้กล่าวหาตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญามาตรา 2 (7) และ(8) และเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2(4) (1) ข้อหาร่วมกันโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100.000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กระทำความความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไข ป.วิอาญามาตรา 66 (1)
(2)ข้อหาโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการทีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ชักชวนประชาชนในการระดมทุนอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินแระสมคบกันฟอกเงิน โดยข้อความหลอกลวงประชาชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) (2) และ(5) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100.000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กระทำความความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไข ป.วิอาญามาตรา 66 (1)
(3)ข้อหาร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 60 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (กระทำความความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่า 3 ปี เข้าเงื่อนไข ป.วิอาญา มาตรา 66(1)
โดยคำว่า “เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่า บุคคลใดน่าจะได้กระทำความความผิดอาญา”โดยข้าฯ มีพยานหลักฐานสำคัญได้ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนครบถ้วนแล้ว และได้ให้การในฐานะผู้กล่าวหายืนยันข้อเท็จจริง ทั้งเป็นใบเสร็จการโอนเงิน รวมทั้งยอดเงินบริจาคและหลักฐานคลิปสัมภาษณ์ของ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ยอมรับด้วยตนเอง โดยเมื่อข้าฯ ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า นายสมชัยฯ กับพวก ดำเนินการระดมทุนและรับบริจาค โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2569 มาตรา 5 , 6 ทั้งเป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาดตามความในมาตรา 5 ในพระราชบัญญัติเดียวกัน อันมีวัตถุประสงค์ระดมทุนรับบริจาคโดยการหลอกหลวงประชาชนเพื่อนำเงินไปต่อสู้คดีกับ กกต.และใช้เงินที่ได้มาต่อสู้กับอำนาจรัฐ เป็นลักษณะอาชญากรรมกระทำเป็นขบวนการ ทั้งปรากฏตามภาพสื่อต่างๆที่ นายสมชัย นายยิ่งชีพ ได้กระทำผิดอาญาต่างท้องที่มีผู้เสียหายทั่วประเทศ ทำให้กระทบต่อภัยความมั่นคง กระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้ต่างประเทศขาดความเชื่อถือรัฐบาล กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งปรากฎชัดแจ้งนายสมชัยฯ โพสต์ว่า รับยอดเงินจำนวนสูง และประชาชนบริจาคไม่น้อยกว่า 2,000 กรรม/ครั้ง รวมถึงข้าฯซึ่งเป็นผู้ถูกหลอกและเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ โดยการกระทำต่างกรรมต่างวาระ ทั้งได้ความว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 มี่ที่อยู่หลักแหล่งที่แน่นอน และนัดพบกันภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อประชุมก่อการหลอกลวงประชาชนและแบ่งหน้าที่กันทำโดยมุ่งทำลายรัฐบาล และนำเงินที่ได้รับบริจาคมาสวมสิทธิ์กับเงินที่ได้มาโดยมิชอบอันเป็นการปิดบังอำพรางและเป็นกลุ่มอาชญากรรมที่ไม่เปิดเผยตัวตน ทั้งปรากฏชัดเป็นการทำลาย กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนายสมชัยฯ ผู้ต้องหาที่ 1 นายยิ่งชีพ ผู้ต้องหาที่ 3 แบ่งหน้าที่กันทำ โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 และผู้ต้องหาที่ 4 ร่วมกันวางแผนและจัดหาทนายความให้เพื่อต่อสู้อำนาจรัฐและบ่อนทำลายรัฐ ทั้งผู้ต้องหาที่ 2 ใช้ตำแหน่งและหน้าที่ราชการ อาศัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นที่ฟอกตัว โดยมีผู้ต้องหาที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันเปิดบัญชี อันเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยเมื่อผู้ต้องหาที่ 1 ทำธุกรรมทางการเงิน โดยเปิดบัญชีมาแล้ว ผู้ต้องหาที่ 1 นำไปโพสต์ ในเฟซบุ้ก “ปั่นไปไหน-ศรีสุทธิยากร” โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการทีน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ โดยเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์ชักชวนประชาชนในการระดมทุนอันเป็นการฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินแระสมคบกันฟอกเงิน โดยข้อความหลอกลวงประชาชน ร่วมกันโกงประชาชน ฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน
โดย นายสมชัย ศรีสุทธิกร ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกดำเนินคดีอาญาหลายท้องที่ ได้แก่ สน.ทองหล่อ 2 คดี สน.ทุ่งสองห้อง 2 คดี สน.บางโพ 2 คดี และยังจะถูกดำเนินอีกหลายท้องที่ หากล่อยตัวชั่วคราว เชื่อว่า จะหลบหนีออกช่องธรรมชาติไปต่างประเทศ ทำให้ยากแก่การติดตามตัวและทำให้ยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญา ทั้งได้ความว่า กลุ่มผู้ต้องหาทั้งหก และเครือข่ายกลุ่มที่หลบหนีไปต่างประเทศ บ่งชัดเป็นกลุ่มเดี่ยวกัน ทั้งยังแบ่งหน้าที่กันทำ กระทบต่อความสงบความเรียบร้อยของประชาชน กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมความเชื่อมั่นของต่างประเทษต่อประเทศไทย กระทบต่อการลงทุน เศรษฐกิจโดยภาพรวม
อาศัยอำนาจตาม พรบ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 16,18,66(1) จึงกราบเรียนท่าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และในฐานหัวหน้าพนักงานสอบสวนทั่วราชอาณาจักร คดีมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวน ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอให้ออกหมายจับ นายสมชัย หรือ ชัย ศรีสุทธิยากร ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา หรือ เอก เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพ หรือ เป๋า อัชฌาชานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 นายนรเศรษฐ์หรือ รอน นาหนองตูม ผู้ต้องหาที่ 4 นายพงษ์ศักดิ์ หรือ เม้ง จันทร์อ่อน ผู้ต้องหาที่ 5 นางสาวลัดดาวัลย์ หรือ จอบหญิง ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้ต้องหาที่ 6 เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษด้วย โดยข้าฯ ในฐานะผู้เสียหาย ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราว เพราะกระทำความผิดหลายกรรมสูงถึง 2,00 ครั้ง/กรรม และความเสียหายสูง คดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานและเกรงว่าจะหลบหนี

