Foxsemicon ยักษ์ใหญ่ไต้หวัน ทุ่ม 8 พันล้าน ขยายฐานผลิตไทย รับดีมานด์ชิป AI สร้างงานเพิ่มอีกกว่า 1.4 พันคน
Foxsemicon Integrated Technology Inc. (FITI) หรือ Jing Ding ผู้ผลิตชิ้นส่วนและโมดูลสำหรับอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Hon Hai หรือ Foxconn เดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยครั้งใหญ่อีกระลอก หลังคณะกรรมการบริษัทอนุมัติแผนลงทุนระยะที่ 2 (Phase II) วงเงิน 234 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,000-8,200 ล้านบาท ทยอยลงทุนระหว่างปี 2026-2028 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในโรงงานจังหวัดระยองและชลบุรี
การลงทุนครั้งนี้มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมไทย เพราะ Foxsemicon ไม่ได้เข้ามาผลิตชิปสำเร็จรูป แต่ผลิต ชิ้นส่วนและโมดูลความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตเวเฟอร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ โดยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย Vacuum Chambers, Shields, High-purity Valves และ Sub-assembly Modules

ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของผู้ผลิตระดับโลก โดยหนึ่งในลูกค้าสำคัญคือ Applied Materials ทำให้ฐานการผลิตในไทยมีโอกาสเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลกโดยตรง
ก่อนหน้านี้ Foxsemicon ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สำหรับการตั้งฐานผลิตในประเทศไทยวงเงินประมาณ 10,500 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง โดยคาดว่าจะสร้างงานมากกว่า 1,400 ตำแหน่ง และมีการใช้วัตถุดิบในประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับ

บริษัทได้เดินหน้าเปิดฐานการผลิตทั้งสองแห่ง โดยโรงงานชลบุรีเปิดดำเนินงานในปี 2025 ขณะที่บริษัทระบุว่าการลงทุนในประเทศไทยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ และกระจายฐานการผลิตออกจากไต้หวัน โดยไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่สำคัญของบริษัท
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการลงทุนรอบใหม่คือการเติบโตของความต้องการเซมิคอนดักเตอร์สำหรับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง หน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูง (HBM) และเทคโนโลยี Advanced Packaging ซึ่งทำให้ความต้องการเครื่องจักรและชิ้นส่วนสำหรับโรงงานผลิตชิปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในมุมของประเทศไทย การลงทุนของ Foxsemicon จึงไม่ได้หมายถึงเพียงเม็ดเงินลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาทที่จะเข้ามาเพิ่มในช่วง 3 ปีข้างหน้า แต่ยังเป็นการขยับบทบาทของไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในระดับที่มีความซับซ้อนและใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น จากเดิมที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภูมิภาคส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในขั้นตอนประกอบและทดสอบชิ้นส่วน
การที่บริษัทเดินหน้าลงทุน Phase II ต่อทันทีหลังจากฐานการผลิตระยะแรกเริ่มเดินเครื่อง ยังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการขยายกำลังผลิตในประเทศไทยของบริษัทในระยะยาว ท่ามกลางการเร่งลงทุนทั่วโลกเพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI และการกระจายห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ออกไปยังหลายประเทศ

สำหรับไทย การลงทุนลักษณะนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขเงินลงทุน เพราะเป็นโอกาสในการพัฒนาทักษะวิศวกรรมความแม่นยำ ระบบสุญญากาศ เทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนระดับสูง และมาตรฐานการผลิตที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยในการก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต
ขอขอบคุณภาพจาก foxsemicon.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

