'รัดเกล้า' ชำแหละงบแท็บเล็ต 1.7 หมื่นล้าน ยอดใช้จริงไม่ถึง 11% จี้ สภาทบทวน ปรับลดงบป้องทุจริต
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในมาตรา 24 งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) หรือโครงการจัดซื้อแท็บเล็ตแจกครูและนักเรียน โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวเป็นเมกะโปรเจกต์ผูกพัน 5 ปี มูลค่าสูงถึง 17,305 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 5,172 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่คุ้มค่าเงินภาษีประชาชน
นางรัดเกล้า เปิดเผยข้อมูลสถิติจากระบบแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของโครงการ โดยระบุว่า จากข้อมูลโรงเรียนนำร่อง 100 แห่งที่มีการใช้งานสูงสุด พบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนในระบบกว่า 1.5 แสนคน แต่มีผู้ใช้งานจริง (Active Users) เพียง 16,946 คน หรือคิดเป็นประมาณ 11% ขณะที่ครูในระบบ 7,836 คน มีผู้ใช้งานจริงเพียง 542 คน หรือ 6.9% เท่านั้น ที่สำคัญคือสถิติระยะเวลาการเข้าใช้งานเฉลี่ยพบว่า ผู้ใช้กดเข้ามาเพียง 1 นาที 9 วินาที แล้วกดออกจากระบบทันที สะท้อนว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

"ดิฉันและทีมงานลงพื้นที่สัมภาษณ์ครูผู้ได้รับแจกแท็บเล็ต ทุกคนดีใจที่ได้ของฟรี แต่เมื่อถามว่าเคยเข้าใช้งานระบบ NDLP ผ่านแท็บเล็ตบ้างหรือไม่ ทุกคนตอบตรงกันว่าไม่เคยเข้าใช้งานเลย โครงการนี้กำลังสร้างภาระให้ครูต้องผลิตสื่ออัปโหลดขึ้นระบบ แต่กลับไม่มีใครนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน NDLP จึงไม่ต่างอะไรจาก Google Drive ขนาดใหญ่ที่บังคับให้ครูนำข้อมูลไปแขวนไว้เท่านั้น" นางรัดเกล้ากล่าว
นางรัดเกล้า ซึ่งระบุว่าสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการศึกษาโดยตรงจากต่างประเทศ และเคยทำวิจัยเรื่องความคุ้มค่าของการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา กล่าวต่อว่า แพลตฟอร์ม เทคโนโลยี หรือ Cloud ไม่ได้รู้จักตัวตนของเด็ก และไม่ได้ช่วยสอนเด็กได้เท่ากับครู แต่โครงการนี้กลับไม่ตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำ เพราะจากการกางแผนที่ดูการจัดสรรอุปกรณ์ พบว่าแท็บเล็ตส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังโรงเรียนในเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมอยู่แล้ว ขณะที่เด็กยากจนพิเศษ โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเด็กที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา กลับไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ ทั้งที่สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ต้องการคือค่าเดินทางและค่าอาหารเพื่อประคับประคองให้อยู่ในระบบโรงเรียนต่อไปได้

นอกจากนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดแผลเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (e-Bidding) โดยยกตัวอย่างการประมูลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 วงเงินกว่า 588.9 ล้านบาท แต่กลับมีเอกชน ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว และชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางเพียง 178,600 บาท หรือประหยัดงบให้รัฐได้เพียง 0.03% เท่านั้น ซึ่งมองว่ารูปการณ์เช่นนี้เสี่ยงต่อการคอร์รัปชันอย่างมาก เนื่องจากการกระจายงบไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศทำให้ตรวจสอบและไล่จับได้ยาก
พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อต่อสภาและกรรมาธิการ
1.จัดสรรงบใหม่ ควรนำงบประมาณที่เหลืออยู่กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ไปลงทุนในจุดที่สร้างทุนมนุษย์ได้จริง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ดูแลเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบ 4.3 ล้านคน แต่กลับถูกตัดงบ
2.จำแนกงบผูกพัน ทบทวนและแยกแยะส่วนที่เป็นภาระสัญญาเดิมกับส่วนขยายใหม่ หากส่วนใดตัดลดได้ควรรีบตัด
3.ปรับดัชนีชี้วัด (KPI): เลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนแท็บเล็ตที่แจก แต่ต้องวัดที่ทักษะความรู้และความสามารถในการเข้าสู่การจ้างงานของนักเรียน
4.อุดช่องโหว่ทุจริตเร่งวางระบบตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างกระจายศูนย์เพื่อป้องกันการรั่วไหล

นอกจากนี้ นางรัดเกล้า ยังได้ฝากคำถามไปยังกรรมาธิการ และส่งสารผ่านสภาไปถึง ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลงานด้านการสร้างทุนมนุษย์ โดยเรียกร้องให้กล้าคิดใหม่ อย่าปล่อยเกียร์ว่าง และอย่าทำให้การปฏิรูปการศึกษากลายเป็นเพียงแค่การเพิ่มอุปกรณ์ในมือครู หรือเป็นเพียงการจัดสรรงบประมาณในลักษณะ "ภูมิใจไทยคิด เพื่อไทยทำ" โดยไร้ประสิทธิภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง






