อย่าดูแค่ตอนก้ม! เอ็ดดี้ วิเคราะห์เกมอำนาจอนุทิน เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ใครเป็นคนได้อะไร?

วันที่ 15 สิงหาคม 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า อย่าดูว่าอนุทินก้มหัวให้ใคร ดูว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ใครเป็นคนได้อะไร
ภาพหนึ่งภาพ อธิบายได้สองแบบเสมอ
ภาพแรก: อนุทินกัมตัวไหว้ทักษิณ - สื่อและโซเชียลอ่านเป็น
"ยอม"
ภาพที่สอง (ภาพเดียวกัน): นักการเมืองที่เพิ่งพาพรรคจาก 71 เสียง ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งด้วย 191 เสียง ยังเลือกที่จะก้ม
คำถามของบทความนี้ไม่ใช่ "ทำไมเขาก้ม" แต่คือ ก้มแบบนี้
ซื้ออะไร
ก้ม “ไม่เท่ากับ” ยอม - สมการที่คนอ่านผิดตั้งแต่ต้น
คนทั่วไปผูกสามคำเข้าด้วยกัน โดยอัตโนมัติ
ก้ม = ต่ำกว่า
ยอม = แพ้
อ่อนน้อม = อ่อนแอ
อนุทินดูเหมือนเข้าใจสิ่งที่คนอื่นมองข้าม
ต้นทุนของการก้มตัวต่ำมาก แต่ต้นทุนของการทำให้ใครเสียหน้าไม่มีเพดาน และไม่รู้ว่าจะถูกเรียกเก็บเมื่อไร
นี่คือสิ่งที่ผมจะเรียกว่า การอ่อนน้อมเชิงยุทธศาสตร์
กลยุทธ์ที่ลดจำนวนศัตรูที่ "พร้อมปิดประตูใส่เขา" ให้เหลือ
น้อยที่สุด ไม่ใช่การประกาศจงรักภักดี
คนที่กัมวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ต่ำกว่าคนที่รับไหว้ในวันพรุ่ง
นี้
ย้อนดูประวัติศาสตร์: กันยายน 2568 → กุมภาพันธ์ 2569
ก่อนตัดสินว่านี่คือ "ยอม" หรือ "เกม" ต้องกลับไปดูตัวเลขเดือนกันยายน 2568 อนุทินขึ้นนายกฯ ครั้งแรก โดยไม่มีเสียงพอด้วยตัวเอง พรรคประชาชนเป็นตัวแปรชี้ขาด อนุทินยอมลงนามรับเงื่อนไข
แต่นี่คือจุดที่ต้องแยกให้ขาด
ยอมรับเงื่อนไข “ไม่เท่ากับ” ยอมรับอำนาจ
สิ่งที่แลกมาคือเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และเมื่อได้เก้าอี้นั้นสมการทั้งกระดานเปลี่ยนทันที
จากหัวหน้าพรรค 71 เสียงกลายเป็นผู้กำหนดวาระ มีสถานะ incumbent มีเวทีแสดงผลงานก่อนเลือกตั้ง
เลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2569 ภูมิใจไทยขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วย 191 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคประชาชนได้ 120
ตัวเลขนี้เองที่บังคับให้ต้องอ่าน "การไหว้" ใหม่ทั้งหมด
สามก๊กฉบับอนุทิน
คนไทยอ่านสามก๊กเป็นสัญชาตญาณ เพราะฉะนั้นขอยืมกระดานนี้มาวัด
ถ้าจะประกอบร่างอนุทินจากตัวละครสามกัก ผมให้สูตรนี้
ซุนกวน 50% - รักษาดุลระหว่างขั้วอำนาจ ไม่มีศัตรูถาวรไม่มีพันธมิตรถาวร มีแต่ผลประโยชน์ของก๊กตัวเองที่ถาวร
ซุนกวนไม่ได้อยู่ในสถานะที่สามารถบอกโลกว่า “กูจะสู้กับทุกคน” ง่อก๊กอยู่ระหว่างมหาอำนาจสองฝ่าย คือโจโฉ/วุยก๊ก กับเล่าปี่/จ๊กก๊ก
วันหนึ่งจับมือเล่าปี่ต้านโจโฉ อีกวันหนึ่งรบกับเล่าปี่ ต่อมากลับไปเจรจากับโจโฉ แล้วบางช่วงก็กลับมาต่อสัมพันธ์กับเล่าปี่อีก
ถ้าอ่านสามก๊กแบบศีลธรรม เราจะรู้สึกว่า “ตกลงเอ็งอยู่ฝ่ายไหน?”
แต่ถ้าอ่านแบบรัฐศาสตร์ คำตอบง่ายมาก
ซุนกวนอยู่ฝ่ายง่อก๊ก ซึ่งก็คือ ก๊กของตนเอง
พันธมิตรเปลี่ยนได้
ศัตรูเปลี่ยนได้
แต่ผลประโยชน์ของฐานอำนาจตัวเองต้องอยู่
ผมเห็นบางอย่างที่คล้ายอนุทินตรงนี้
อนุทินไม่ได้จำเป็นต้อง “รัก” ทักษิณเพื่อไหว้ทักษิณ
เหมือนที่ซุนกวนไม่จำเป็นต้องรักโจโฉหรือเล่าปี่เพื่อเจรจากับทั้งสองฝ่าย
คำถามสำคัญคือ
“วันนี้ความสัมพันธ์แบบไหนทำให้ผมรักษาและเพิ่มอำนาจของตัวเองได้?”
นี่คือความเป็น ซุนกวน
อนุทินมีส่วนของเล่าปี่อยู่ด้วย 25% - ใช้ความอ่อนน้อมเป็นทุนทางการเมืองไม่กลัวว่าการก้มจะทำให้ตัวเองเล็กลง
เล่าปี่มีอาวุธทางการเมืองที่โจโฉไม่เหมือน คือ “ความอ่อนน้อม”
เรื่อง “การเยือนกระท่อมของขงเบ้งถึงสามครั้ง“ ไม่ว่าจะมองในฐานะวรรณกรรมหรือประวัติศาสตร์ทางการเมือง สิ่งที่เรื่องนี้ต้องการสื่อก็คือ ผู้นำสามารถยอมลดตัวเพื่อให้ได้สิ่งที่ใหญ่กว่า
ตรงนี้คล้ายอนุทินมากในเชิงบุคลิกที่เราเห็นภายนอก
เขาไม่ดูเหมือนคนกลัวว่าการไหว้จะทำให้ตัวเองเล็กลง
คนบางประเภทต้องรักษาภาพว่า “ฉันใหญ่” ตลอดเวลา
แต่คนอีกประเภทหนึ่งคิดว่า ”คุณจะให้ผมก้มแค่ไหนก็ได้ ตราบใดที่ตอนจบผมได้สิ่งที่ต้องการ”
อย่างไรก็ตาม อนุทินต่างจากเล่าปี่ตรงจุดนี้…
“เล่าปี่ต้องการให้ผู้คนเชื่อว่า ตนมีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำ เพราะมีทั้งคุณธรรมและสายสัมพันธ์กับราชวงศ์ฮั่น
แต่อนุทินไม่ได้สร้างอำนาจด้วยเรื่องแบบนั้น
เขาไม่ได้พยายามขายภาพว่า ‘ผมเป็นตัวแทนของอุดมการณ์นี้’ หรือ ‘ผมคือฝ่ายแห่งความถูกต้อง’
เขาเป็นนักการเมืองที่ยืนอยู่บนโลกของความเป็นจริงมากกว่า
ใครคุยได้ก็คุย
อะไรยอมได้ก็ยอม
อะไรแลกได้ก็แลก
แต่ต้องดูว่าท้ายที่สุดแล้ว ตัวเองและพรรคได้อะไรกลับมา”
สุมาอี้ 25% - ทนได้ กลืนศักดิ์ศรีได้ไม่ปล่อยให้อัตตาทำลายเป้าหมายระยะยาว
สุมาอี้มีคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญมาก คือ ไม่ปล่อยให้อัตตาทำลายเป้าหมาย
คนจะดูถูกก็ทน จะกดก็ทน บางช่วงต้องอยู่ใต้คนอื่นก็อยู่ ยังไม่ถึงเวลาสู้ก็ไม่สู้ จนกระทั่งสมการเปลี่ยน
สุมาอี้เป็นตัวอย่างสุดขั้วของคนที่เข้าใจว่า “การแพ้ทางภาพลักษณ์วันนี้ ไม่ได้แปลว่าแพ้เกม” อนุทินมีอะไรบางอย่างคล้ายตรงนี้
เขาเคยอยู่ใต้ทักษิณ เคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของคนอื่น
เคยอยู่ใต้พล.อ.ประยุทธ์ เคยอยู่ใต้รัฐบาลเพื่อไทย
ถ้าเป็นนักการเมืองที่มี ego สูงมาก อาจเกิดความต้องการว่า
“วันนี้ถึงตาฉันแล้ว ฉันต้องให้พวกคุณรู้ว่าใครใหญ่”
แต่ภาพที่เห็นดูตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
วันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว กลับยังเดินไปไหว้
นี่ทำให้ผมนึกถึงแนวคิดแบบสุมาอี้
ตำแหน่งในขณะหนึ่งไม่สำคัญเท่าการอยู่ในเกมให้นานพอ
ส่วนโจโฉเป็นนักยุทธศาสตร์ที่ยืดหยุ่นและยึดผลลัพธ์เป็นหลักก็จริง แต่โจโฉพร้อมเผชิญหน้า พร้อมบดขยี้คู่แข่ง และพร้อมแสดงอำนาจอย่างเปิดเผยเมื่อเห็นว่าจำเป็น
อนุทินมีความยืดหยุ่นและมองผลลัพธ์คล้ายโจโฉ แต่ลีลาทางการเมืองต่างกัน”
โจโฉคือ
“ใครใช้ได้ เอามาใช้ ใครขวาง จัดการ”
อนุทินดูใกล้กับ
“ใครก็อย่าเพิ่งไปทำให้เป็นศัตรู วันหนึ่งเราอาจต้องใช้ประตูบ้านเขา”
และตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงประโยคหนึ่งที่อาจกลายเป็นแกนของกลางของคุณอนุทิน นั่นคือ…
อนุทินอาจเป็นนักการเมืองที่ “ก้มเก่ง” เพราะเขาเข้าใจว่า คนที่ก้มวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะอยู่ต่ำกว่าคนที่รับไหว้ในวันพรุ่งนี้
จุดอ้างอิงที่ชัดที่สุดคือปี ค.ศ. 221 ซุนกวนยอมขึ้นกับโจผีในทางสถานะ รับตำแหน่ง "อ้องแห่งง่อ" ขณะกำลังถูกเล่าปี่คุกคาม แต่เมื่อโจผีเรียกร้องตัวประกัน ซุนกวนปฏิเสธทันทีและประกาศอิสระ
ยอมให้เขาคิดว่าเรายอม ตราบใดที่ผลลัพธ์สุดท้ายเราไม่เสียเกม
และนั่นทำให้ผมคิดว่าคำที่อธิบายอนุทินได้ดีกว่า “นักประนีประนอม” คือ
นักการเมืองที่ไม่มี ego ทางพิธีการ แต่มี ambition ทางอำนาจสูง
นี่เป็น combination ที่น่ากลัวสำหรับคู่แข่ง
เพราะคนที่ ego สูงจัดการง่าย ยั่วให้โกรธ ทำให้เสียหน้า บีบให้ตอบโต้
แต่คนที่คุณด่าแล้วไม่โกรธ
กดแล้วก้ม
ตั้งเงื่อนไขแล้วรับ
เคยเป็นลูกน้องก็ยังไหว้
เคยเป็นศัตรูก็ยังคุย
แต่เมื่อถึงเรื่อง “อำนาจจริง” กลับไม่ยอมง่าย ๆ
คนแบบนี้อ่านยากกว่ามาก
ดังนั้น ผมนิยามความเป็น อนุทิน ชาญวีรกุล ว่า…
อย่าดูว่าอนุทินก้มหัวให้ใคร ดูว่าเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาแล้ว ใครเป็นคนได้อะไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

