จบด้วยรอยยิ้ม! 'ทีมจ๋อ' ผนึกกำลัง 'กระจกเงา' ตามหาเด็กสาวหาย 16 วัน ก่อนพาส่งสู่อ้อมกอดของครอบครัว (ชมคลิป))

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก จ๋อแจ๊ะจับโจร ได้โพสต์รายงานผลการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและภาคประชาสังคม ในการติดตามหาตัวเด็กสาวไร้ร่องรอยที่หายออกจากบ้านนานถึง 16 วัน จนกระทั่งประสบความสำเร็จส่งกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวได้อย่างปลอดภัย
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เมื่อผู้ปกครองได้เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายหลังจากเด็กสาวซึ่งเป็นเยาวชนไร้เดียงสาภายในบ้าน ได้หายตัวไปในพื้นที่ภาคตะวันออกและไม่สามารถติดต่อได้เลย ในช่วงแรกของการติดตาม ทุกฝ่ายต่างคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพียงการออกไปเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ตามประสาวัยรุ่นชั่วคราวเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายวัน เด็กสาวกลับไม่ยอมกลับบ้าน และการสืบหาเบาะแสในเบื้องต้นแทบไม่พบร่องรอยที่จะนำไปสู่ตัวเธอได้เลย จนกระทั่งมีการประสานงานขอความช่วยเหลือไปยัง มูลนิธิกระจกเงา เพื่อเข้ามาช่วยระดมกำลังในการติดตามหาตัวอีกทางหนึ่ง

และจากข้อมูลการสืบเสาะของมูลนิธิกระจกเงาที่ค่อย ๆ แกะร่องรอยทีละจุด ทำให้ทราบเส้นทางเบื้องต้นว่า เด็กสาวได้เดินทางผ่านหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคตะวันออก ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาร่อนเร่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้สิ่งที่ทำให้เคสนี้มีความน่าสงสัยและแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง คือจากการตรวจสอบไม่พบร่องรอยของการถูกล่อลวง ไม่ใช่เรื่องชู้สาว และไม่มีบุคคลอื่นเดินทางไปกับเธอแต่อย่างใด เด็กสาวเดินทางเพียงลำพังคนเดียว ไป ๆ มา ๆ ในลักษณะของคนที่ยังไม่รู้จุดหมายปลายทางของตัวเอง
ตกค่ำในบางคืนเธอต้องอาศัยนอนบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ บางคืนเลือกปักหลักในสถานที่ที่มีแสงไฟส่องสว่างเพื่อความปลอดภัย หรือบางคืนก็นำเงินติดตัวไปอาศัยห้องเช่ารายวันราคาถูกเพื่อผ่านพ้นไปวัน ๆ และท่ามกลางการเดินทางเพียงลำพังนั้น สิ่งหนึ่งที่เด็กสาวทำอยู่เป็นประจำคือการเขียนไดอารี่ โดยเธอจะหยิบสมุดขึ้นมาบันทึกเรื่องราวและเรื่องราวที่พบเจอในแต่ละวัน ลงในพื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นโลกส่วนตัวของเธอ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ยิ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเด็กสาวคนนี้มีพื้นฐานเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน และไม่เคยมีพฤติกรรมออกนอกลู่นอกทางมาก่อน ประกอบกับเงินติดตัวที่มีอยู่คงไม่เพียงพอที่จะใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกได้นาน

ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาได้เฝ้าติดตามร่องรอยมานานเกือบ 2 สัปดาห์ จนกระทั่งการหายตัวเข้าสู่วันที่ 16 เวลาที่เนิ่นนานเริ่มทำให้ทุกฝ่ายหวั่นใจในความปลอดภัย จึงได้มีการประสานงานไปยัง พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. ก่อนจะมีการสั่งการให้ชุด ศอ.ปส.บช.น. หรือ ทีมจ๋อ ลงพื้นที่บูรณาการทำงานร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา เพื่อเร่งติดตามหาตัวอย่างเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ดี การสืบสวนในครั้งนี้เจอตอสำคัญเนื่องจากแทบไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ ที่จะสามารถพาทีมสืบสวนไปถึงตัวเด็กสาวได้ เมื่อเทคโนโลยีไม่สามารถให้คำตอบ เจ้าหน้าที่จึงต้องย้อนกลับไปใช้วิธีการพื้นฐานที่สุดของงานสืบสวน คือการปูพรมในรูปแบบ คน ตาม คน จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้เบาะแสสำคัญเมื่อพบกับ คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง (วินมอเตอร์ไซค์) รายหนึ่ง ซึ่งเมื่อดูภาพถ่ายแล้วยืนยันว่าจำเด็กสาวได้ และเคยรับเด็กสาวคนนี้ขึ้นรถจริงๆ

แม้จะพบเบาะแสสำคัญ แต่การสืบสวนกลับต้องเจอปัญหาทันที เนื่องจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างจำไม่ได้ว่าในวันนั้นพาเธอไปส่งที่จุดไหน เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านไปหลายวัน มีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทำให้สถานที่ต่าง ๆ ปะปนกันในความทรงจำ จำได้เพียงหน้าคนแต่จำปลายทางไม่ได้ ทีมสืบสวนจึงตัดสินใจเปลี่ยนความทรงจำอันเลือนรางให้กลายเป็นเส้นทางจริง โดยพาวินมอเตอร์ไซค์นั่งรถออกตระเวนย้อนดูสถานที่ต่าง ๆ ทีละแห่งทีละจุด หากไปแล้วไม่ใช่ก็เดินทางต่อ ค้นแล้วไม่พบก็ยังไม่หยุด
จนกระทั่งเดินทางมาถึงสถานที่แห่งสุดท้ายในความทรงจำ ซึ่งพาเจ้าหน้าที่มาหยุดอยู่ ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ย่านบึงกุ่ม เมื่อทีมสืบสวนเข้าไปตรวจสอบภายในร้าน ในที่สุดหลังจากการตามหานานถึง 16 วัน เจ้าหน้าที่ก็พบตัวเด็กสาวคนดังกล่าวอยู่ที่ร้านแห่งนั้นจริง ๆ

จากการพูดคุยเพื่อสอบถามเรื่องราวตลอด 16 วันที่ผ่านมา ทำให้ทราบความจริงว่าเบื้องหลังการหายตัวไป มีความซับซ้อนมากกว่าคำว่า หนีออกจากบ้าน โดยเจ้าของร้านอาหารได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้พบเด็กสาวมานอนรออยู่บริเวณหน้าร้านในช่วงกลางดึก มีลักษณะเหมือนคนไม่มีที่ไป ด้วยความสงสารจึงได้มอบเงิน ให้ที่พัก และให้โอกาสทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ ได้รับค่าแรงวันละ 500 บาท
เดิมทีเจ้าของร้านตั้งใจจะให้ช่วยงานเพียง 2 วันเท่านั้น แต่เด็กสาวกลับเอ่ยปากขอทำงานต่อ โดยบอกเหตุผลว่ามีความตั้งใจอยากเก็บเงินให้ได้จำนวน 15,000 บาท เพื่อนำกลับไปมอบให้กับคนทางบ้าน เมื่อเจ้าของร้านได้ฟังความตั้งใจจริงดังกล่าว จึงใจอ่อนให้ทำงานต่อเรื่อยมาเป็นเวลาประมาณ 10 วัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลอด 16 วันที่อยู่นอกบ้าน เธอยังคงคิดถึงครอบครัว และคิดว่าหากทำงานเก็บเงินได้ตามเป้าหมายก็จะนำเงินก้อนนั้นกลับไปให้คนที่บ้าน ซึ่งเป็นการพยายามแก้ปัญหาชีวิตด้วยความคิดของเด็กที่คิดว่าตัวเองจัดการทุกอย่างได้ โดยไม่ทันตระหนักว่าการหายตัวไปจะทำให้คนข้างหลังเป็นห่วงมากเพียงใด

กระทั่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 เวลา 21.59 น. ภารกิจการตามหาเด็กหายตลอด 16 วัน ได้สิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่และทีมงานได้ส่งมอบคำยืนยันที่ทุกคนรอคอยว่า เจอน้องแล้ว และล่าสุดทางมูลนิธิกระจกเงาได้นำตัวเด็กสาวเดินทางกลับถึงบ้าน สู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทางเพจ จ๋อแจ๊ะจับโจร ได้ระบุทิ้งทายไว้อย่างน่าประทับใจว่า สำหรับคนที่บ้านแล้ว ไม่มีเงินจำนวนไหนจะสำคัญเท่ากับการได้รู้ว่าลูกยังปลอดภัย และบางภารกิจของทีมสืบสวนจ๋อ ไม่ได้มีไว้เพื่อการจับกุมผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่บางครั้งจุดสิ้นสุดของภารกิจที่งดงามที่สุด คือวันที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

หลังจากที่ทางเพจเฟซบุ๊ก จ๋อแจ๊ะจับโจร เผยแพร่เรื่องราวดังกล่าวลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ชื่นชมเจ้าของร้านอาหารค่ะ ที่มีความเมตตา"
"เด็กโชคดีมากๆที่ไม่เจอคนเลวล่อลวงไปในทางที่ไม่ดี แต่เป็นไปได้ไม่ควรออกมาเพียงลำพังแบบนี้"
"น้องชอบเขียนไดอารี่อย่างนั้น น่าจะมอบไดอารี่จ๋อแจ๊ะจับโจร ให้น้องไว้เขียนนะคะ น้องน่าจะประทับใจมาก
เพิ่งเคยได้ยินสารวัตรแจ๊ะพูดไม่เพราะ "เข้ารูนี้" เอ๊ย "ซอกนี้"
ชอบที่คดีนี้จบแบบ Happy Ending ค่ะ เพราะหลายครั้ง ในชีวิตคนเรา อาจไม่โชคดีแบบนี้
ชอบที่แอดบอกว่า ใช้การตามหาแบบเต็มรูปแบบ เพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานขึ้น โอกาสจะเจอตัว เป็นๆยิ่งน้อยลง จึงต้องทำงานแข่งกับเวลาหรือเปล่า อันนี้คิดเอาเองนะคะ
ตั้งแต่ติดตามเพจนี้มาได้ 1 ปีเศษๆ เพิ่งเห็นคดีนี้เป็นคดีแรก ที่ไม่ใช่ทั้งการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือการปราบภัยสังคม
รองจ๋อและทีม ทำงานหลายหน้าและเยอะจริงๆค่ะ มีผลงานออกทุกสัปดาห์ ถึงกระนั้นฟ้าก็ยังไม่มีตา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทีมนี้หมดกำลังใจ ท่านยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่อสังคมต่อไป ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ"
"ขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ช่วยตามหาน้องให้กลับมาสู่อ้อมอกครอบครัวอีกครั้ง ชีวิตย่อมมีหนทางของมันเสมอ ไม่มีปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้แต่บางอย่างอาจจะใช้เวลา"
"ชื่นชมทีมติดตามทุกคนและน้องที่มีความตั้งใจดีแม้ออกมาผจญภัยนอกบ้านก็ยังคิดถึงคนทางบ้านทำงานหาเงินเพื่อครอบครัวขอให้มีสิ่งๆดีเกิดขึ้นกับน้องในอนาคตแต่ออกจากบ้านอย่างนี้น่ากลัวมากเลยคนอื่นไม่ควรทำตามอาจไม่โชคดีอย่างนี้นะ"
"ผมชื่นชมทีมงานสืบสวน ชุดท่านจ๋อ ท่านแจ๊ะ ครับ การสืบสวนวิธีการนี้ ใน กลุ่มสายสืบรุ่นเก่าๆ เรียกว่า เดินดิน คือการเสาะแสวงหา จากพยาน พบเห็นร่องรอย ลักษณะเป้าหมาย น้องตำรวจรุ่นใหม่ ควรจดจำแบบอย่าง ครับ"
"ดีใจที่น้องปลอดภัยค่ะ ขอบคุณพลเมืองดี ทีมสืบและผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ตามหาน้องเจอเเละน้องได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"








ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก จ๋อแจ๊ะจับโจร

