วุฒิสภา ถก งบ70 เอกนิติ ยัน ยึดวินัยการเงินการคลัง เน้นแก้ปัญหาปชช. คุ้มค่าทุกบาท

‘วุฒิสภา’ ถกงบฯปี70 ’เอกนิติ‘ ยันยึดวินัยการเงินการคลังคุ้มค่าทุกบาท รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน-นอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน ’วุฒิชาติ‘ การันตีมีงบลงทุนครบตามกฎหมาย แนะปรับโครงสร้างภาษี เก็บเพิ่มภาษีดิจิทัล-การค้า-สิ่งแวดล้อม หวังรัฐบาลมีช่องหารายได้เพิ่มใหม่ หนุนทบทวน รายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน
วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา1 0.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งมี สว. ลงชื่อในการอภิปราย 30 คน
โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาโดยมีการปรับลดตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ พิจารณาดำเนินการ ซึ่งสภาฯเห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมประสิทธิภาพของหน่วยและลดความซ้ำซ้อน ภารกิจสำคัญในการสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความเหมาะสม ความจำเป็น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ
“ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่จะพิจารณางบฯ สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สว.รัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการของหน่วยงานรับงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70
รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอี ปรับโครงสร้างหนี้ และเสริมสภาพคล่องและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และทำแผนรองรับวิกฤติพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญรัฐบาลควรเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติทางภูมิอากาศ พัฒนาภาคการเกษตรใช้เทคโนโลยียกระดับนวัตกรรมยั่งยืน แม่นยำ เร่งลงทุนระบบน้ำ กักเก็บน้ำชุมชน และระบบเตือนภัย
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปี70 กมธ.มองว่า รัฐบาลควรติดตามการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมายและสนับสนุนความมั่นคงทางรายได้ระยะยาว โดยกมธ.มีข้อเสนอแนะ คือ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดการพึ่งพาจากฐานภาษีรายได้เดิม และเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีเศรษฐกิจดิจิทัล และการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมนำเอไอเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี นอกจากนั้นรัฐบาลควรบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ทบทวนสมมติฐาน โดยทำแผนรองรับเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเพื่อให้การบริหารงบประมาณยืดยุ่นและควบคุมหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐที่มีผลตอบแทน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
“รัฐบาลควรปรับแผนโครงสร้างรายได้ศุลกากร เตรียมมาตรการรองรับรายได้ภาษีที่ลดลงจากความผันผวนของการค้าโลก โดยปรับบทบาทกรมศุลกากรให้อำนวยความสะดวกการค้า ป้องกันสำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อรักษารายได้และกันการรั่วไหลของภาษี รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจหรือสินทรัพย์รัฐ และนำส่งรายได้แผ่นดินมากขึ้น” นายวุฒิชาติ กล่าว
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

