อ้างถูกข่มขู่ซัดทอดภท. พยานพลิกลิ้น หลุดว่อนแก้คดีฮั้วสว.

อ้างถูกข่มขู่ซัดทอดภท.
พยานพลิกลิ้น
หลุดว่อนแก้คดีฮั้วสว.
ยันไม่มีการจัดทำโพย
เอกสารว่อนพยานคดีฮั้วสว.ยื่นหนังสือถึงปธ.กกต.ขอกลับคำให้การ อ้างถูก “ข่มขู่-ล่อลวง-ยัดคดี”ให้ซัดทอด “ภท.” ขอกลับคำให้การทั้งหมด ด้าน “พิสิษฐ์” นำทีม สว.ซัด’นครินทร์’ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำสว.เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้างงมีชัย’ชี้คือความผิดพลาด จี้ชี้แจงทำสังคมเข้าใจผิด ขณะที่’อภิสิทธิ์’บี้กกต.ส่งศาลฎีกาชี้ขาดฮั้วสว. เตือนอย่าใช้2มาตรฐาน ระวังผิด157วุฒิสภาถกงบฯ’เอกนิติ’ยันยึดวินัยการเงินการคลัง คุ้มค่าทุกบาท ด้าน’วุฒิชาติ‘หนุนทบทวนรายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน ก่อนสว.ลงมติ145ต่อ5 ผ่านงบ2570
เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 พยานในคดีฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติม เป็นหนังสือเพื่อกลับคำให้การ ถึงประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และได้ลงเลขรับไว้เมื่อวันที่ 30ตุลาคม68 โดยมีรายละเอียดว่าข้าพเจ้าได้ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมในวันศุกร์ที่17ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เขตหลักสี่กรุงเทพฯดังความแจ้งแล้วนั้นข้าพเจ้าขอให้ถ้อยคำเป็นหนังสือ โดยข้าพเจ้าทราบดีว่าการให้การอันเป็นเท็จอาจมีความผิดตามกฎหมาย ข้าพเจ้าขอสาบานและปฏิญาณตนว่าจะให้ถ้อยคำด้วยความสัตย์จริงทุกประการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้
พยานคดีฮั้วสว.กลับคำให้การทั้งหมด
1.ข้าพเจ้าเคยเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และมีความขัดแย้งกับพรรคอยู่ช่วงเวลาหนึ่งต่อมามีชายไม่ทราบชื่อติดต่อข้าพเจ้าเเรื่อให้ดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง คดีฮั้วสว.ชายคนดังกล่าวจึงเข้ามาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า จะต้องถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองจากพรรคภูมิใจไทยในอนาคต รวมถึงบุตรชายของข้าพเจ้า ด้วย ชายคนดังกล่าวอ้างว่า รู้จักคนในรัฐบาล สามารถช่วยเหลือให้ข้าพเจ้าหลุดพ้นจากข้อหาได้ โดยเปลี่ยนข้าฯจากผู้ต้องหามาเป็นพยานในคดี แต่มีเงื่อนไขว่า ข้าฯจะต้องให้การตามบทที่กำหนดไว้ มิเช่นนั้นจะต้องหมดอนาคตทางการเมือง รวมถึงจะมีคดีความติดตามข้าฯและบุตรชาย ซึ่งมีตำแหน่งในองค์กรท้องถิ่น ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวข้าฯและบุตรชายได้ถูกร้องเรียนจากหน่วยงานต่างๆจริง ข้าฯ จึงเกิดความกลัวเป็นอย่างมาก โดยคำให้การดังกล่าวถือว่า ข้าพเจ้าได้ให้การในฐานะผู้ต้องหาในคดีนี้
การันตีไม่ต้องรับผิดแพ่ง-อาญา
2.บุคคลดังกล่าวยืนยันว่า รัฐบาลมีแผนจะใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานของรัฐ เป็นเครื่องมือทำลายล้างและใส่ร้ายทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย โดยขณะนี้มีการเตรียมการสร้างพยานหลักฐานเพื่อใส่ร้ายว่าข้าพเจ้ามีส่วนร่วมในการฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยข้าพเจ้าต้องพ้นตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรับโทษทางอาญา แต่หากข้าพเจ้า คณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษในการกันตัวข้าพเจ้าไว้เป็นพยาน โดยข้าพเจ้าไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาและไม่ต้องกลัวเรื่องการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน เนื่องจากรัฐบาลได้ควบคุมหน่วยงานของรัฐต่างๆไว้หมดแล้ว พร้อมกำซับให้เก็บเป็นความลับ จะมีการเล่นงานทางการเมือง เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าเกิดความกลัวและยินยอมให้ความร่วมมือเพื่อป้องกันภยันตรายต่อตนเองและครอบครัว
ยันไม่มีโพยฮั้วสว.-ใครก็ทำขึ้นมาได้
3.ข้าพเจ้ายืนยันว่าตามคำให้การที่ให้ไว้นั้น ความจริงแล้วไม่มีบุคคลใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการจัดทำโพยฮั้วการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ตามที่ข้าพเจ้าเคยให้การไว้แต่อย่างใด ข้าพเจ้าได้ให้การไปตามบทที่อ้างว่ามีการคิดคำนวนทางคณิตศาสตร์ไว้ ข้าพเจ้า สันนิษฐานว่าผู้ สมรู้ร่วมคิดอาจนำคลิปการนับคะแนนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์ แล้วจัดสร้างโพยฮัวขึ้นมา เพื่อเป็นพยานหลักฐานเท็จให้สอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง เพราะไม่มีประจักษ์พยานและไม่มีการยึดโพยได้จากผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใด เป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งผู้ใดก็จัดทำขึ้นได้ ในส่วนพยาน บุคคลข้าพเจ้าเชื่อว่ามีหลายคนได้ถูกว่าจ้าง หรือถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวงหรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าที่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ เพื่อจัดตั้งบุคคลมาให้การเป็นพยานเท็จตามที่มีการสมคบ คิดวางแผนไว้อย่างเป็นกระบวนการ
ใช้ดีเอสไอ-ก.ยุติธรรมกลั่นแกล้ง
4.ผลของการแทรกแซงหน่วยงานของรัฐข้างต้นและพยายามใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย เป็นเหตุให้สมาชิกวุฒิสภารวมชื่อมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่า มีการฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติสั่งให้ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รมว.งยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตาม พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา82 รรคสอง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม2568 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ถูกข่มขืนใจ-บังคับ-ขู่เข็ญ-ล่อลวง
5.เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ข้าพเจ้ารู้สึกในความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ของตนเองและครอบครัว เนื่องจากกลุ่มคณะบุคคลที่สมรู้ร่วมคิดซึ่งมีการข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มีอำนาจในรัฐบาลแล้ว จึงเป็นเหตุที่ข้าพเจ้าต้องการแก้ไขข้อความให้ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ถ้อยคำเพิ่มติมเป็นหนังสือเพื่อแก้ไขข้อความดังกล่าวต่อไป ข้าพเจ้าขอยืนยันว่ามิได้มีเจตนาใส่ร้ายบุคคลอื่นให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียง และมิได้เจตนาจะให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งมีอำนาจสืบสวนสอบสวนเพื่อให้บุคคลใด ให้รับโทษทางอาญาแต่การให้ถ้อยคำของข้าพเจ้าเกิดจากการถูกข่มขืนใจ บังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ข้าพเจ้าให้ถ้อยคำพาดพิงใส่ร้ายตามบทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า ถ้อยคำของข้าพเจ้าครั้งนี้ เป็นความสัตย์จริงทุกประการ คำให้การใดๆที่ขัดหรือแย้งกับคำให้การครั้งนี้ ให้ถือคำให้การครั้งนี้เป็นคำให้การที่ถูกต้องและเป็นความสัตย์จริงทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้ถ้อยคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด อนึ่ง ข้าพเจ้าได้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ไว้แล้ว
ปชป.จี้กกต.ต้องส่งศาลฎีกาชี้ขาด
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงข่าวกรณี กกต.เตรียมพิจารณาคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 14กันยายน ว่า เพื่อป้องกันความสับสนในสังคมและเน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่ของ กกต.ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่า ใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา62ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ทั้งยังครอบคลุมถึงการมียื่นเรื่องประกอบมาตรา76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาสนับสนุน และมาตรา77 เรื่องการซื้อเสียงหรือจัดเลี้ยง
เพราะคดีใหญ่กว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อเท็จจริงในคดีฮั้ว สว.ที่จะพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต.เคยยื่นศาลฎีกามาแล้วทั้งสิ้น หาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่ตนเองเคยใช้ และศาลเคยรับรอง จะถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2มาตรฐาน ซึ่งเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ขอตั้งข้อสังเกตถึงกรรมการ กกต.4คน ที่มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ซึ่งตามหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ควรเข้าร่วมประชุมหรือวินิจฉัย แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องเข้าประชุม ทางออกเดียวตามหลักนิติธรรมคือ กกต.ต้องมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยแทน
‘พิสิษฐ์’นำทีม สว.ซัด’นครินทร์’
ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พร้อม สว.บางส่วน แถลงถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง และมีการกล่าวอ้างว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยบอกว่า การออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อมานายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยบอกและไม่เคยเจอกับนายนครินทร์ ว่า ทางวุฒิสภาจึงเห็นว่าคำดังกล่าว คำพูดดังกล่าวของนายนครินทร์กระทบโดยตรงต่อองค์กรวุฒิสภารวมถึงนายมีชัยด้วย จึงอยากสื่อสารถึงประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น 1. การที่นายนครินทร์พูดในงานดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าสว. การกล่าวเหมารวม ว่าสว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำเป็นการเป็นการลดทอน เหยียดศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสว. ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงาน และผลงานของสมาชิกแต่ละคน
‘มีชัย’ปัดมีความเห็น-จี้แจงความจริง
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นเพียงผู้สมัครและผู้ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว. กำหนดไว้ การวิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมด้อยค่าหรือทำให้สว.ทั้งองค์กรได้รับความเสียหาย อีกทั้งในหนังสือในใจของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นายมีชัย ระบุเจตนาชัดเจนว่า การกำหนดที่มาของสว.รูปแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 เน้นความสำคัญของประชาชนทั่วไป ที่จะเข้ามาสมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลังของบุคคลทั่วไป และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงให้ผู้สมัครด้วยกันเองเลือกตามวิธีการ ตามกฎหมายซึ่งถือว่าสอดคล้องตามเจตนาของนายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 2.คำกล่าวของนายนครินทร์ เป็นคำกล่าวอ้างที่มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะนายมีชัย ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพูดและไม่เคยเจอนายนครินทร์ด้วยซ้ำ ตนในฐานะสว.จึงอยากให้ นายนครินทร์ ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนพร้อมแสดงหลักฐานการสนทนาที่กล่าวอ้าง
ส่งผลกรรมการยกร่างรธน.เสื่อมเสีย
นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า 3.การที่นายนครินทร์ใส่ร้ายให้ความเห็นไม่ตรงกับนายมีชัยนั้น อาจทำให้นายมีชัยและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าตัวเองทำกติกาผิดพลาด เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยทำ และไม่เคยพบกับนายนครินทร์ หากไม่ปรากฏทางสนับสนุนย่อมเข้าข่ายทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเป็นการใส่ร้ายได้ 4.นายนครินทร์ กำลังทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสว. ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรือไม่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือสว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การวิพากษ์วิจารณ์จึงควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างระบบกับการกล่าวลดทอนความชอบธรรมกับสว.ทั้งคณะ และไม่ควรอาศัยคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันทำให้ประชาชนเข้าใจผิด
ทำสังคมสับสน-ต้องรับผิดชอบ
นายพิสิษฐ์ กล่าอีกว่า สุดท้าย 5.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ในอดีตของนายนครินทร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และยังเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 10ปี คำกล่าวของนายนครินทร์ถือว่ามีน้ำหนักต่อสาธารณชน หากนายนครินทร์เห็นว่าระบบสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรต่างๆ ของรัฐธรรมนูญด้วย การออกมาให้ความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น โดยผู้ถูกอ้างออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและทำให้สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องและความรับผิดชอบ
ดำเนินคดี18ผู้สมัครส.ว.นนทบุรี
ที่ สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี น.ส.ชุลีพร ชาญใบพัด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับอำเภอ ซึ่งขาดคุณสมบัติในการลงรับสมัครเลือกตั้ง 18ราย โดยพบว่า 1 ใน18รายนั้น มีทนายคนดัง คือ นายเกิดผล แก้วเกิด รวมอยู่ด้วย ซึ่งนายเกิดผลขาดคุณสมบัติเนื่องจากเพิ่งลาออกจากการเป็นตัวแทนของพรรคเสรีรวมไทย มาลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาในระดับอำเภอ โดยที่คุณสมบัติต้องห้าม เนื่องจาก พรบ.การเลือกตั้ง ระบุว่า ผู้ที่จะลงสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้นั้นจะต้องลาออกจากพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ไม่ต่ำกว่า 5ปี ซึ่งเมื่อทาง กกต.ทำการตรวจสอบคุณสมบัติของนายเกิดผลแล้วพบว่าเป็นผู้สมัครที่มีคุณสมบัติต้องห้ามจริง โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม2567 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครรับเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอของ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
‘เอกนิติ’ยันใช้งบคุ้มค่า-รักษาวินัย
วันเดียวกัน เวลา10.00น.ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1ทำหน้าที่ประธานการประชุมนัดพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบ หรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20วัน
โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด
จัดทำงบประมาณตามกรอบกม.
“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและพรบ.วินัยการเงินการคลัง พรบ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว
‘วุฒิชาติ’แนะทบทวนรายจ่ายประจำ
จากนั้น นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก
นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น
‘พรชัย’ชี้งบไร้อนาคต-ซัด’5พิ’
เวลา 11.20 น.นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.อภิปรายว่า งบฯปี70 มีวงเงินสูงเป็นประวัติการณ์ มีการตัดงบจากฝั่ง สส.11,000กว่าล้านบาท หรือประมาณ 0.29 เปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำประเทศเรายังถังแตก หาเงินเข้าประเทศได้เพียง 3 ล้านล้านบาท ต้องกู้เงินมาเติม 788,000 ล้านบาท นั่นคือวันนี้เรามีแค่เงินค่ากินอยู่ จะลงทุนอะไรก็ต้องกู้ ถ้าเงินก้อนที่กู้มาเพื่อซื้อของแพง ของซ้ำ ของไม่คุ้ม และของที่ตรวจสอบไม่ได้ไม่ใช่แค่ใช้งบผิดแต่กำลังเอาหนี้ในอนาคตมาจ่ายให้กับความสิ้นเปลืองในวันนี้
นายพรชัย กล่าวว่า มี 5 พิรุธของงบฯปี 70 คือ 1.พิรุธ ในการตั้งราคาและจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งตัวเลขหลายรายการทำให้ประชาชนมีสิทธิ์ในการถามว่าราคานี้กล้าเสนอมาได้อย่างไร ถ้าราคากลางเกิดจากการแข่งขัน ราคาควรจะได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะซื้อสเป็กนั้นได้ แต่ถ้าราคากลางเกิดก่อนการแข่งขัน แล้วการแข่งขันมีไว้เพียงเพื่อให้เอกสารครบ จากราคากลางอาจจะกลายเป็นราคารวมส่วย ที่ทำให้เราได้ของแบบห่วยๆ ก็ได้ 2.พิกล เพราะของเดิมยังมีอยู่ ของใหม่ก็งอก 3.พิการ ในระบบวัดหรือการติดตั้งเคพีไอพิการ เพราะมักจะวัดว่าจัดงานไปกี่ครั้ง อบรมไปกี่คน แต่ไม่เคยวัดว่าประชาชนชีวิตดีขึ้นกี่คน
ต้องลงทุนที่ตัวคน-เลิกสร้างตึก
4.พิศวง เงินจำนวนมหาศาลที่ยิ่งดูยิ่งหายเข้ากลีบเมฆ หายเข้าไปในเมืองลับแล มีการตั้งข้อสังเกตถึงงบกลาง 12,000 ล้านบาท เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่ในขณะเดียวกันก็มีพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่งผ่านไป โดยมี 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งงบกลางควรจะใช้เวลาฉุกเฉินและพรก.กู้เงิน ก็ควรใช้เวลาฉุกเฉินเช่นกัน มีโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอะไรที่ฉุกเฉินซ้ำซ้อนถึงขั้นต้องของบซ้ำซ้อนกันขนาดนี้และ5.พิฆาตอนาคต ซึ่งตนเป็นห่วงที่สุดเพราะงบประมาณไม่ใช่แค่บัญชีรายจ่ายแต่คือคำตอบว่าประเทศนี้เชื่อว่าอนาคตของเราอยู่ตรงไหน สิ่งที่เราเห็นภาระผูกพันมหาศาล ในขณะที่งบกองทุนวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรมถูกปรับลด ประหยัดกับความรู้ แต่ใจป้ำกับสิ่งก่อสร้างหรือเอไอ ลดงบสร้างคน แต่ไม่ลดงบสร้างตึก เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราไม่ลงทุนกับคนการศึกษาและความสามารถในการแข่งขันเรา อาจจะเสียอนาคตทั้งประเทศ และแพ้ประเทศเพื่อนบ้านที่ลงทุนกับตรงนี้อย่างมากไปตลอดกาล ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ตนขอนิยามงบปี 70ว่า เป็นงบไร้อนาคต
สว.ลงมติ145ต่อ5ผ่านงบฯ70
เวลา 15.3น.ประธานบุญส่งแจ้งว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย มาร่วมในห้องประชุมแล้ว เมื่อไม่มีผู้อภิปรายจึงแจ้งให้ลงมติว่าจะเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70 หรือไม่ ปรากฏว่าที่ประชุมลงมติเห็นขอบด้วยคะแนน 145 เสียงต่อ 5 งดออกเสียง12 ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งประชุมวุฒิสภาใช้เวลาพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯปี 70 ประมาณกว่า 4ชั่วโมง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

