บอร์ดบีโอไอไฟเขียวมาตรการ ‘BOI to IPO’ พร้อมปรับใหญ่ทิศทางส่งเสริมลงทุน

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้เห็นชอบกรอบทิศทางใหม่ของการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับบทบาทของบีโอไอในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นจริง” จากการลงทุน เพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบในประเทศ การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน การสร้างงานทักษะสูง การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี
สำหรับการปรับทิศทางการส่งเสริมการลงทุนครั้งนี้ เป็นผลต่อเนื่องจากการประชุมระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้กำหนดโจทย์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ “สร้างคุณค่าด้านใด – ส่งเสริมอุตสาหกรรมอะไร – ขับเคลื่อนอย่างไร” โดยมุ่งใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้
ภายใต้กรอบใหม่ บีโอไอจะปรับตัวชี้วัดความสำเร็จ โดยเชื่อมโยงกับเป้าหมายใหญ่ของประเทศและมุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ครอบคลุมทั้งตัวชี้วัดเชิงยุทธศาสตร์ และตัวชี้วัดประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเน้นขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนจริง โดยบีโอไอจะสร้างกลไกที่ผูกการให้สิทธิประโยชน์กับการสร้างคุณค่าต่อประเทศในด้านต่าง ๆ
นอกจากนี้ ในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมการลงทุน จะพิจารณาแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบกับจุดแข็งและศักยภาพของประเทศไทยเพื่อกำหนดอุตสาหกรรมที่เป็นโอกาสของประเทศที่ควรเร่งสร้างและเสริมความแข็งแกร่ง รวมถึงกิจการที่ควรทยอยลดการส่งเสริม เช่น กิจการที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ กิจการที่ตลาดโลกมีความต้องการน้อยลง หรือไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากเท่าที่ควร อีกทั้งบีโอไอจะบูรณาการเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนร่วมกับมาตรการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสนับสนุนการลงทุนอย่างครบวงจรและตอบโจทย์ผู้ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“บีโอไอจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก เกาะติดโครงการลงทุนสำคัญ ผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ-เอกชน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมสร้างฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กำหนดตัวชี้วัดและกลไกติดตามผลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบ Joint KPI เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนตอบโจทย์ให้กับประเทศไทยได้จริง และสามารถช่วยผลักดันเป้าหมายใหญ่ที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสู่ Top 20 สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มากกว่าร้อยละ 3 ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้มากกว่าร้อยละ 30 ของ GDP” นายนฤตม์ กล่าว
นายนฤตม์ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบมาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” โดยเป็นความร่วมมือระหว่างบีโอไอ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการพัฒนาเส้นทางสนับสนุนบริษัทที่มีศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดทุน ซึ่งบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่หน่วยงานด้านตลาดทุนจะสนับสนุนการเตรียมความพร้อมและกระบวนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx)
ประเทศไทยมีตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน สร้างฐานการผลิต และเติบโตจนสามารถจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้สำเร็จ เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ซึ่งมาตรการ BOI to IPO มุ่งส่งเสริมให้เกิดบริษัทที่ประสบความสำเร็จในลักษณะดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย
ภายใต้มาตรการนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กรณีบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 5 ปี และกรณีบริษัททั่วไป ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อนร้อยละ 50 เพิ่มเติม 3 ปี โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างตามกลุ่มประเภทกิจการ
"มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้กิจการเหล่านี้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการคุณภาพที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์ยังบังคับให้ทุกกิจการต้องยกระดับธรรมาภิบาลและบริหารจัดการอย่างโปร่งใส ซึ่งจะทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปกับประเทศไทย" นายนฤตม์ กล่าว
นอกจากนี้บอร์ดบีโอไอยังได้คัดเลือกโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้วเข้าสู่กลไก Thailand FastPass เพิ่มเติมจำนวน 17 โครงการ จาก 15 บริษัท เงินลงทุนรวมกว่า 121,000 ล้านบาท และมีแผนจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 14,000 คน ครอบคลุม 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ อาหารสัตว์ จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 8,800 ล้านบาท อาหารแปรรูป จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 24,300 ล้านบาท อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 10 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 83,900 ล้านบาท รวมทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน จำนวน 3 โครงการ เงินลงทุนรวมกว่า 4,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ที่ผ่านมา มีโครงการลงทุนสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศเข้าสู่กลไก Thailand FastPass แล้ว 25 โครงการ จาก 23 บริษัท มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 223,000 ล้านบาท และมีแผนสร้างงานคุณภาพกว่า 13,000 ตำแหน่ง โดยทั้ง 25 โครงการได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมหมดแล้ว ในจำนวนนี้ 11 โครงการ ได้รับใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนภายในกรอบเวลาการให้บริการ (SLA) ส่วนอีก 14 โครงการอยู่ระหว่างการยื่นหรือมีแผนยื่นขออนุญาต โดยโครงการในระบบ FastPass มีการลงทุนเกิดขึ้นจริงแล้วกว่า 21,000 ล้านบาท
เมื่อรวมทั้งหมด โครงการสำคัญที่เข้าสู่กลไก Thailand FastPass จะมีทั้งสิ้น 42 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 344,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 27,000 คน โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและออกใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขอุปสรรคในการดำเนินโครงการ และผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน การใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย
นสยนฤตม์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์ชั่วคราวของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตเหล็กแท่ง โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 บอร์ดบีโอไอได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์ของบริษัทเป็นการชั่วคราว ตามข้อเสนอของกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้ตรวจพบว่า บริษัทมีการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมติบอร์ดบีโอไอในครั้งนั้น กำหนดให้เพิกถอนสิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว จนกว่าบริษัทจะดำเนินการแก้ไขตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนด และกระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือแจ้งมายังสำนักงานให้บริษัทสามารถดำเนินการได้
ต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้มีหนังสือลงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 แจ้งว่า บริษัทได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้มีคำสั่งตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 อนุญาตให้บริษัทกลับมาประกอบกิจการได้ ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามมติบอร์ดบีโอไอเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประชุมจึงมีมติยกเลิกคำสั่งเพิกถอนสิทธิประโยชน์เป็นการชั่วคราว ของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามเดิมตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมอนุญาตให้บริษัทกลับมาประกอบกิจการได้ อย่างไรก็ตาม บีโอไอจะยังคงติดตามการดำเนินงานของบริษัทอย่างใกล้ชิดร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ทั้งนี้บอร์ดบีโอไออนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวน 3 โครงการ รวมมูลค่า 9,640 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.บริษัท วินด์ มหาสารคาม 1 จำกัด ลงทุนขยายกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังการผลิต 90 เมกะวัตต์ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. มูลค่าลงทุน 3,172 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม
2.บริษัท พรีซิชั่น พลาสติก จำกัด ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อมากว่า 30 ปี ลงทุนขยายกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์และชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดปลอดเชื้อ เครื่องดื่มจากพืชผักผลไม้ และสิ่งปรุงแต่งอาหาร มูลค่าลงทุน 2,033 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
3.บริษัท ชูแคน (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทในกลุ่ม ShuCan Technology ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงทุนขยายกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCBA) เพื่อรองรับลูกค้าหลักที่เข้ามาขยายฐานการผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลทางแสง (Optical Transceiver) ในไทยก่อนหน้านี้ โดยใช้เทคโนโลยี Surface Mount Technology (SMT) ครบทั้งสายการผลิต มูลค่าลงทุน 4,435 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก จังหวัดระยอง
“โครงการที่ได้รับอนุมัติในครั้งนี้สะท้อนถึงการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศในหลายมิติ ทั้งการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานสะอาด การยกระดับมาตรฐานการผลิตของผู้ประกอบการไทย และการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง” นายนฤตม์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

