'วัส ติงสมิตร' กางกฎหมาย วิเคราะห์คดีฟ้อง สว. 69 ชี้ ช่องศาลฎีกาอาจยกคำร้อง หรือสร้างบรรทัดฐานใหม่

วันนี้ 12 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์วิเคราะห์ คดี สว. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า "บทวิเคราะห์กฎหมาย : ปริศนาคดี สว. 2569 — เมื่อศาลฎีการับคดีเลือก สว. 2 คดี: อำนาจฟ้อง กรอบเวลา 3 วัน และนิยาม "กลุ่ม 10" ที่ กกต. ยังไม่ได้ตอบ
กระแสข่าวคดี “สมัครผิดกลุ่มอาชีพ” ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จังหวัดอำนาจเจริญ กลับมาสร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการกฎหมายและการเมืองไทยอีกครั้ง หลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณาใน คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 9/2569 และ ลต สว 10/2569 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 27 ตุลาคม 2569
คดีนี้นับเป็นหมุดหมายที่น่าจับตาอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่กระทบต่อสถานะของ สว. ผู้ถูกร้องเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การตั้งคำถามทางกฎหมายระดับโครงสร้าง ทั้งในประเด็น "วิธีพิจารณาความ (Procedural Law)" เรื่องอำนาจรับคดีของศาล และ "สารบัญญัติ (Substantive Law)" เรื่องการตีความขอบเขตกลุ่มอาชีพตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

1.ปมคำวินิจฉัย กกต. เดิม : "มีประสบการณ์" แต่ยังไม่ตอบว่า "ขอบเขตกลุ่มอยู่ตรงไหน?"
ชนวนเหตุของคดีนี้ย้อนกลับไปที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่:
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 249/2567 (23 ธ.ค. 2567) กรณี นางแดง กองมา
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 17/2568 (13 ม.ค. 2568) กรณี นายสมพาน พละศักดิ์
กกต. พิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับการประกอบอาชีพและประสบการณ์ แล้วรับฟังว่าผู้สมัครทั้งสองรายประกอบอาชีพค้าขายหมูและขายก๋วยเตี๋ยวจริงเกิน 10 ปี มีพยานบุคคลรับรอง และไม่มีหลักฐานหักล้าง จึงมีมติ "ยกคำร้อง" โดยเห็นว่าเป็นผู้มีสิทธิสมัครใน "กลุ่ม 10" (กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกลุ่ม 9)
อย่างไรก็ดี ในทางวิชาการกฎหมาย การพิสูจน์ว่า "นายสมพานขายก๋วยเตี๋ยวมานานกว่า 10 ปีจริงหรือไม่" เป็นเพียง ปัญหาข้อเท็จจริง แต่การตอบว่า "เมื่อขายก๋วยเตี๋ยวแล้ว เหตุใดจึงต้องจัดให้อยู่กลุ่ม 10 แทนที่จะเป็นกลุ่ม 19" นั่นคือ ปัญหาข้อกฎหมายและการจำแนกประเภทกลุ่ม
เมื่อเปิด พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 11 จะพบตัวบทที่ใช้ถ้อยคำต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:
กลุ่ม 9: กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
กลุ่ม 10: กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตาม (9)
กลุ่ม 19: กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน
การที่ผู้ร่างกฎหมายเลือกใช้คำว่า "ผู้ประกอบกิจการ" ในกลุ่ม 9 และ 10 ขณะที่กลุ่ม 19 กลับใช้คำว่า "ผู้ประกอบอาชีพอิสระ" หากมีการตีความเหมาเข่งว่าพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเป็นผู้ประกอบกิจการตามกลุ่ม 10 ทั้งหมด ย่อมทำให้ กลุ่ม 19 ไร้ความหมายและซ้ำซ้อนกับกลุ่ม 10 ทันที ซึ่งขัดต่อหลักการตีความกฎหมายสากลที่ว่า ถ้อยคำทุกคำในกฎหมายต้องมีความหมายและมีผลในทางปฏิบัติ (Redundancy Principle)
หากปราศจากเส้นแบ่งที่ชัดเจน กลุ่ม 10 ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น "กลุ่มรับขยะ (Garbage Can Group)" ที่บิดเบือนโครงสร้างตัวแทนภาคธุรกิจระดับประเทศไปอย่างสิ้นเชิง
2. เงื่อนไขทางวิธีพิจารณา : ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตามระเบียบข้อใดรับคดี?
จุดตายสำคัญที่สุดที่นักกฎหมายกำลังตั้งคำถามคือ "ฐานอำนาจในการรับคดีของศาลฎีกา" เนื่องจากคำวินิจฉัยของ กกต. ออกมาตั้งแต่ปลายปี 2567 และต้นปี 2568 การที่ผู้ร้องนำเรื่องมาฟ้องต่อศาลฎีกาในปัจจุบัน (กันยายน 2569) ถือเป็นระยะเวลานานร่วม 2 ปี
เมื่อพิจารณา ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ว่าด้วยการพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับสิทธิสมัครรับเลือก การดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกและการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561:
• ข้อ 32 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้มีสิทธิเลือกในระดับประเทศผู้ใดเห็นว่าการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกของ กกต. หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากประสงค์จะยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลให้ยื่นคำร้อง เอกสารประกอบคำร้อง และบัญชีระบุพยานพร้อมด้วยสำเนาหนึ่งชุดต่อศาลภายใน 3 วันนับแต่วันที่มีการออกคำสั่ง
• ข้อ 6 แม้จะเปิดช่องให้ศาลมีอำนาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่คงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าจะนำมาใช้บังคับแก่คดีนี้ซึ่งล่วงเลยกรอบเวลาไปนานร่วม 2 ปีได้หรือไม่
ที่สำคัญที่สุด ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ไม่มีข้อความใดเลยที่เปิดช่องให้ผู้สมัครอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ต่อศาลฎีกาได้
ดังนั้น คำสั่งรับคำร้องและนัดตรวจพยานหลักฐานของศาลฎีกาในปัจจุบัน จึงอาจเป็นเพียง "ขั้นตอนทางสารบบคดีชั้นต้น" เพื่อรับคำร้องเข้ามาตรวจเงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ กกต. เข้ามาชี้แจงประเด็นเรื่อง "ระยะเวลาการยื่นคำร้องและอำนาจฟ้อง" ในวันนัดตรวจพยานหลักฐานก็เป็นได้
3. ฉากทัศน์ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน (27 ตุลาคม 2569)
ในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะเผชิญกับทางแยกสำคัญทางกฎหมาย 2 แนวทาง:
1.แนวทางยึดลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัด (สั่งยกคำร้อง / จำหน่ายคดี):
ศาลอาจวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของ กกต. ต่อศาลฎีกา และคดีพ้นกำหนดเวลา 3 วันตามระเบียบข้อ 32 แล้ว ประกอบกับไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะใช้อำนาจขยายเวลาตามข้อ 6 ซึ่งจะส่งผลให้คดีตกไปโดยที่ศาลยังไม่ได้เข้าไปแตะต้องเนื้อหาของกลุ่ม 10
2. แนวทางขยายขอบเขตอำนาจตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ (วางบรรทัดฐานใหม่):
หากศาลฎีกาตัดสินใจรับพิจารณาเนื้อหาของคดี ศาลคงต้องอาศัยระเบียบข้อ 6 และข้อ 32 ได้ มาตีความว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ที่รับรองผู้สมัครผิดกลุ่มอาชีพตั้งแต่แรก เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 11 อย่างร้ายแรงจนตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่แรก (Void ab initio) ซึ่งถือเป็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาที่ สว. ยังดำรงตำแหน่งอยู่
แต่ปัญหาที่หนักที่สุดก็คือ คำขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่ง พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง จะอาศัยฐานอำนาจตามกฎหมายใด
บทสรุปและสิ่งที่เราควรจับตา
คดี ลต สว 9/2569 และ 10/2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของ "แม่ค้าขายหมู" หรือ "พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว" 2 ท่านในจังหวัดอำนาจเจริญ แต่เป็น "บททดสอบครั้งใหญ่ของระบบยุติธรรมไทย"
สิ่งที่สังคมและวงการกฎหมายควรติดตามอย่างใกล้ชิดในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นี้ จึงมีทั้งสิ้น 2 มิติสำคัญ:
1.มิติวิธีพิจารณาความ: ศาลฎีกาจะอธิบาย "อำนาจฟ้อง" และ "การก้าวข้ามกรอบเวลา 3 วัน" อย่างไร ให้สอดคล้องกับหลักลายลักษณ์อักษรของระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ
2. มิติสารบัญญัติ: ศาลฎีกาจะใช้วิกฤตนี้ในการ วางบรรทัดฐานจำแนกเส้นแบ่ง ระหว่าง กลุ่ม 9 (SMEs), กลุ่ม 10 (กิจการอื่น) และกลุ่ม 19 (อาชีพอิสระ) เพื่อสร้างมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ให้ระบบเลือกกันเองของ สว. ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการจัดตั้งหรือเบียดบังกลุ่มอาชีพในอนาคตอีกต่อไป
...หรือว่าการรับพิจารณาคดีในครั้งนี้ กำลังจะเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ “ตุลาการภิวัตน์” อีกครั้งในสังคมไทย?
วันนัดตรวจพยานหลักฐานนี้อาจมีคำตอบ!
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
12/9/69
#คดีสว2569 #ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง #กกต #สวกลุ่ม10 #กฎหมายรัฐธรรมนูญ #วิธีพิจารณาความ #การเลือกสว #บรรทัดฐานกฎหมาย #สวอำนาจเจริญ #ลตสว9_2569 #ตุลาการภิวัตน์ #วัสติงสมิตร""

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเช่น
"ขออนุญาตเรียก สว.ชุดนี้ว่า "สว.ชุดห้อยหัว"
ห้อย = (ไม่ต้องอธิบายครับ)
หัว = ฮั้ว
สว.ห้อยหัว
สถาปนา พุทธจักร"
"ผมมองว่า ตอนร่างกฎหมาย ผู้ร่างอาจคาดคิดไม่ถึง หากดูตาม ตัวบทกฎหมาย อาจไม่เข้าองค์ประกอบ ศาลฎีกาน่าจะเข้ามาตีความเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย เหมือนคดี ลักไฟฟ้า เป็นลักทรัพย์"
"Wait & See ครับ"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

