รู้อะไรไม่สู้...รู้เรื่องเงิน : ‘เงินด่วน’ ที่อาจไม่ใช่ทางออก รู้ทัน 4 กลโกงแอปกู้เงินเถื่อน

เงินด่วน อนุมัติไว ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่เช็กเครดิต ข้อความเหล่านี้อาจฟังดูเหมือนทางออกในวันที่เงินไม่พอใช้ โดยเฉพาะเมื่อมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินหรือมีหนี้ที่รอชำระ
แต่เบื้องหลังเงินที่ได้มาอย่างรวดเร็วอาจมีความเสี่ยง เพราะบางแอปอาจไม่ได้เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อที่ได้รับอนุญาต และอาจใช้วิธีหลอกให้โอนเงินหรือเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้กู้
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าแอปไหนน่าเชื่อถือและหากพลาดตกเป็นเหยื่อไปแล้ว ควรทำอย่างไร?
แอปเงินกู้เถื่อนคืออะไร?
พูดง่าย ๆ คือ แอปหรือช่องทางที่นำเสนอบริการกู้เงิน โดยผู้ให้บริการไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามประเภทสินเชื่อให้บริการ จึงอาจมีความเสี่ยงทั้งเรื่องเงื่อนไขการกู้ ดอกเบี้ย การเรียกเก็บเงิน การใช้ข้อมูลส่วนตัวและการทวงหนี้
ที่สำคัญ แอปที่อยู่บน App Store หรือ Google Play ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อที่ถูกกฎหมายเสมอไป จึงควรตรวจสอบว่า ‘บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง’ ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหรือไม่
จากการรวบรวมข้อมูลของสภาผู้บริโภค พบว่าแอปเงินกู้เถื่อนมี 4 รูปแบบหลัก ดังนี้
‘รูปแบบที่ 1 หลอกให้โอนค่าธรรมเนียมก่อน’
รูปแบบที่พบได้บ่อยคือ มิจฉาชีพอ้างว่าผู้กู้ต้องโอนเงินก่อน เช่น ค่าดำเนินการ ค่าประกัน ค่าปลดล็อกวงเงิน พร้อมคำพูดว่า ‘จ่ายครั้งเดียวแล้วได้เงินทันที
แต่เมื่อโอนแล้ว อาจถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มเรื่อย ๆ หรือสุดท้ายติดต่อไม่ได้ ทำให้หลายคนสูญเงินไปทั้งที่ยังไม่ได้รับเงินกู้จริงแม้แต่บาทเดียว
‘รูปแบบที่ 2 เงินเข้าไม่เต็มจำนวน แต่หนี้คิดเต็มจำนวน'
สมมติว่าตกลงกู้ 10,000 บาท แต่เมื่อเงินเข้าบัญชีจริงกลับได้รับเพียง 6,000 บาท เพราะเงินส่วนหนึ่งถูกหักเป็นดอกเบี้ยล่วงหน้า ค่าประกัน หรือค่าบริการ
แต่เมื่อถึงเวลาชำระ กลับถูกเรียกเก็บจากยอดเต็ม 10,000 บาท พร้อมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ก่อนกู้จึงอย่าดูแค่ว่า ‘กู้ได้เท่าไร’ แต่ต้องดูให้ชัดว่า ‘ได้เงินจริงเท่าไร และต้องคืนทั้งหมดเท่าไร’
‘รูปแบบที่ 3 ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงผิดปกติ’
อีกสัญญาณอันตรายคือ การคิดดอกเบี้ยแบบรายวันหรือรายสัปดาห์ รวมถึงการเรียกเก็บค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมหลายรายการจนยอดหนี้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจทำให้ผู้กู้ต้องกู้ใหม่เพื่อปิดหนี้เก่า กลายเป็นวงจรหนี้ที่ยิ่งกู้ก็ยิ่งแก้ไม่จบ
‘รูปแบบที่ 4 คลิกเดียว เงินเข้า’
อีกรูปแบบที่น่ากังวลคือ ผู้ใช้เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัว กดตกลง หรือทำรายการบางอย่างในระบบ จากนั้นมีเงินถูกโอนเข้าบัญชี ทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ได้ตั้งใจรับสินเชื่ออย่างชัดเจน
บางกรณีอาจมีเงินโอนเข้ามาซ้ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้สมัครเพิ่ม ทำให้ผู้ใช้มีภาระหนี้โดยไม่ทันตั้งตัว และเป็นเหตุผลว่าทำไม การกด ‘ตกลง’ หรือการให้ข้อมูลส่วนตัวในแอปที่ไม่แน่ใจจึงไม่ควรทำแบบรีบร้อน
ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด
ตั้งแต่ต้นปี 2569 สภาผู้บริโภคตรวจสอบแอปพลิเคชันให้บริการกู้เงินจำนวน 61 แอปฯ พบว่า 12 แอปฯ มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของ ธปท. และอีก 20 แอปฯ มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของ สศค. นั่นหมายความว่า ยังมีอีกอย่างน้อย 29 แอปฯ ที่ไม่ปรากฏรายชื่อในฐานข้อมูลของสองหน่วยงานดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต้องระมัดระวังและตรวจสอบก่อนกู้ทุกครั้ง
การตรวจสอบแอปกู้เงินสามารถทำได้โดย เช็กชื่อบริษัทเจ้าของแอป ดูชื่อผู้พัฒนาหรือบริษัทที่อยู่เบื้องหลังแอปให้ชัดเจน
ตรวจสอบใบอนุญาต นำชื่อบริษัทไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแล เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย
(เช็กแอปเงินกู้: https://www.bot.or.th/th/license-loan.html )
หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทนั้น เช็กเงื่อนไขก่อนกู้ ดูให้ชัดว่าได้รับเงินจริงเท่าไร ต้องจ่ายคืนทั้งหมดเท่าไร และมีดอกเบี้ยหรือค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง
แล้วถ้าตกเป็นเหยื่อ ต้องทำอย่างไร?
‘อย่าโอนเงินเพิ่ม’ เพียงเพราะถูกขู่ว่าจะปลดล็อกบัญชี ปิดหนี้ หรือยกเลิกค่าปรับ
จากนั้นให้ ‘เก็บหลักฐานทั้งหมด’ ไม่ว่าจะเป็นชื่อแอป ข้อมูลบริษัท หน้าโฆษณาที่พบ สัญญาหรือเงื่อนไขการกู้ ภาพหน้าจอบทสนทนา เบอร์โทรศัพท์ ชื่อบัญชี และสลิปการโอนเงิน
หากถูกหลอกลวงหรือถูกคุกคาม ให้รีบแจ้งเหตุผ่านสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เว็บไซต์แจ้งความออนไลน์ หรือสถานีตำรวจใกล้บ้าน รวมถึงแจ้งคนรอบตัวให้รับรู้ เพื่อช่วยป้องกันการถูกนำข้อมูลหรือรายชื่อผู้ติดต่อไปใช้ข่มขู่
หากเคยให้ข้อมูลสำคัญหรืออนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์ ควรลบแอปที่น่าสงสัย ตรวจสอบสิทธิการเข้าถึงของแอป และเปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีสำคัญ เช่น อีเมลและบัญชีการเงิน
‘ยิ่งเงินด่วน ยิ่งต้องไม่รีบกู้’
ก่อนกู้ ใช้เวลาไม่กี่นาทีตรวจสอบให้ชัด อาจช่วยให้เราไม่ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีแก้ปัญหาหนี้ที่ตามมา
#TheMoneyCoachTH

