จับกระแสพลังงาน : 15 กันยายน 2569

** เริ่มต้นขึ้นแล้ว... Gastech 2026 งานมหกรรมพลังงานระดับโลก...ซึ่งจัดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 14-17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค...ซึ่งปีนี้ประเทศไทยรับหน้าที่เจ้าภาพ โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างกระทรวงพลังงาน และบริษัท ดีเอ็มจี อีเว้นท์ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งก๊าซธรรมชาติ, LNG, ไฮโดรเจน, โซลูชันคาร์บอนต่ำ, อุตสาหกรรมการเดินเรือ, ระบบไฟฟ้า และ AI เพื่อภาคพลังงาน…
** คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ประกาศการปรับลดราคา ณ โรงกลั่น รอบที่ 7 โดยลดราคาสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2569 จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตามไม่ได้มีผลในการปรับลดราคาขายปลีกหน้าปั๊มน้ำมันแต่อย่างใด เพราะดีเซล B7 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชย 8.75 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ชดเชย 12.62 บาทต่อลิตร ซึ่งการดึงเงินโรงกลั่นมา 6 รอบที่ผ่านมา เป็นวงเงินสะสม 17,422 ล้านบาท โดยรอบใหม่นี้ มีวงเงินไม่ต่ำกว่า 6,233 ล้านบาท ช่วยสะสมวงเงินช่วยเหลือค่าครองชีพเพิ่มเติมเป็นเงินกว่า 23,655 ล้านบาท ซึ่งหากรวมกับเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดลบกว่า 83,000 ล้านบาท แล้วเงินอุดหนุนราคาพลังงานรอบนี้จะเข้าใกล้ 1.1แสนล้านบาท...ทั้งนี้การประกาศในกรณีดังกล่าว...เป็นผลมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะคลี่คลายในเร็ววัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก และส่งผลให้สถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง
** ตามที่มีการรายงานกรณีน้ำมันปนเปื้อนในระบบท่อระบายน้ำบริเวณถนนเชื้อเพลิงและใต้สะพานยกระดับถนนพระราม 3 ในช่วงก่อนหน้านี้ บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด หรือ BFPL บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งได้รับสิทธิในการใช้และบริหารแนวท่อส่งน้ำมันของ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าพื้นที่ทันทีที่ได้รับการประสานเมื่อวันที่ 7 กันยายน และปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงนับแต่นั้น โดยร่วมตรวจสอบกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานต่างๆ และหยุดการส่งน้ำมันผ่านระบบท่อตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 8 กันยายน เพื่อความปลอดภัยและเพื่อให้สามารถตรวจสอบแนวท่อได้อย่างละเอียด…ในวันที่ 9 กันยายน BFPL ได้ตรวจสอบแนวท่อด้วยวิธี DCVG (Direct Current Voltage Gradient) ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติของชั้นเคลือบภายนอกท่อ และกำหนดจุดที่ต้องเปิดหน้าดินตรวจสอบเพิ่มเติม 3 จุด ต่อมาในวันที่ 10 กันยายน จึงได้เปิดหน้าดินตรวจสอบทั้ง 3 จุด พบบริเวณที่มีน้ำผสมน้ำมัน 1 จุด แต่ยังไม่สามารถระบุแหล่งที่มาได้ จึงทำการทดสอบด้วยแรงดันเมื่อวันที่ 11 กันยายน เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของระบบท่อและหารอยรั่วที่อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จากการเปิดหน้าดิน การตรวจสอบและการทดสอบทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและวิศวกรรมในระดับสูง ภายใต้การสังเกตการณ์จากหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ อาทิ กระทรวงพลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตคลองเตย กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง…สำหรับการทดสอบด้วยแรงดันดังกล่าว ดำเนินการภายใต้พื้นที่ควบคุม โดยเพิ่มแรงดันในท่อเป็นลำดับจาก 10 barg (หน่วยวัดแรงดันภายในท่อเทียบกับความดันบรรยากาศ) จนถึง 28 barg ซึ่งเป็นระดับแรงดันปกติภายในท่อขณะดำเนินงาน และรักษาแรงดันทดสอบต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ชั่วโมง พร้อมติดตามค่าความดันทั้งในพื้นที่และจากห้องควบคุม รวมถึงตรวจสอบแนวท่อและบริเวณโดยรอบตลอดการทดสอบ หากท่อมีรอยรั่ว จะพบการลดลงของแรงดันที่ผิดปกติหรือพบของเหลวซึมออกจากแนวท่อ…ผลการทดสอบยืนยันว่าท่อส่งน้ำมันไม่มีรอยรั่ว โดยไม่พบการลดลงของแรงดันที่ผิดปกติ ไม่พบของเหลวซึมหรือร่องรอยการรั่ว และผลการตรวจวัดทั้งในพื้นที่และจากห้องควบคุมอยู่ในเกณฑ์ปกติ…ทั้งนี้ BFPL จะตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย Short-Range Ultrasonic Testing (UT) Scan และ Long-Range Ultrasonic Testing (UT) Scan ซึ่งเป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจหาความผิดปกติของผนังท่อ ครอบคลุมแนวท่อระยะ 1 กิโลเมตรจากจุดเกิดเหตุ รวมทั้ง Radar Scan และในสัปดาห์หน้าจะตรวจสอบด้วย Intelligent Pig ซึ่งเป็นการตรวจสอบสภาพภายในท่ออย่างละเอียดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงตามมาตรฐานสากล เพื่อยืนยันความปลอดภัยต่อทุกฝ่าย ก่อนเสนอผลการตรวจสอบให้กรมธุรกิจพลังงานพิจารณาอนุญาตให้กลับมาใช้งานระบบท่อส่งน้ำมัน...
** สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสถานีอัดประจุไฟฟ้า และติดตามผลการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าของหน่วยงานราชการ เห็นว่าการส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในหน่วยงานราชการมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งในด้านการตั้งคำของบประมาณ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และการเบิกจ่ายค่าอัดประจุไฟฟ้า อีกทั้งยังพบว่าข้อมูลการใช้ยานพาหนะของส่วนราชการทั้งหมดยังไม่มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ…โดยจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกและกรมบัญชีกลาง พบว่าจำนวนการใช้ยานยนต์ทุกประเภท ทั้งในแบบจัดซื้อและแบบเช่าของหน่วยงานราชการ ในช่วงตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2569 มีมากกว่า 180,000 คัน ซึ่งจากจำนวนรถทั้งหมดเป็นสัดส่วนของยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพียงร้อยละ 1 จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ สนพ. ต้องจัดทำแผนและกำหนดเป้าหมายการปรับเปลี่ยนอย่างเป็นระบบให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ โดยการศึกษาการจัดทำแผนการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าในหน่วยงานราชการมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงมาตรฐานบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์และบัญชีอัตราค่าเช่ารถยนต์มาใช้ในราชการให้ครอบคลุมประเภทยานยนต์ไฟฟ้าและสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการจัดทำมาตรฐานและแนวทางการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และการกำหนดหน่วยงานในการทำหน้าที่กำกับและติดตามประเมินผลการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการพัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้าในหน่วยงานราชการอย่างชัดเจน…**
** กระบองเพชร **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

