หนุ่มแชร์ประสบการณ์ทวงสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุ เรียกค่าสินไหม 480,000 บาทสำเร็จด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งทนาย

อุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว "การรักษาสิทธิ์" ของตนเองในฐานะผู้เสียหายคือสิ่งสำคัญที่สุด ล่าสุดบนโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวสุดพีกจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก Teerameth Termkiatpaiboon ที่ออกมาเล่าประสบการณ์ตรงในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากอุบัติเหตุรถยนต์ด้วยตนเอง โดยสามารถเรียกเงินชดเชยรวมได้สูงถึง 480,000 บาท โดยไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายความเลยสักบาท! บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกขั้นตอนว่าเขาทำได้อย่างไร เพื่อเป็นวิทยาทานให้กับใครก็ตามที่อาจกำลังเผชิญสถานการณ์คล้ายคลึงกัน

จุดเริ่มต้น อุบัติเหตุซวยซ้ำซ้อน ชนท้าย 3 คันรวด
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 รถยนต์ของผู้โพสต์ประสบอุบัติเหตุถูกชนท้ายอย่างแรง จนแรงกระแทกส่งผลให้รถพุ่งไปชนรถคันหน้าอีกที เหตุการณ์นี้มีรถเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด 3 คัน โดยบทสรุปจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชี้ชัดว่า "รถคันที่ชนท้ายเป็นฝ่ายผิด" และต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด เมื่อรู้ตัวว่าเป็นฝ่ายถูก ผู้โพสต์จึงเริ่มตั้งตารอศึกษาข้อมูลเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม

ด่านแรก เคลียร์ค่าซ่อมและค่าขาดประโยชน์
ในส่วนของตัวรถ บริษัทประกันของคู่กรณีรับผิดชอบค่าซ่อมแซมทั้งหมดประมาณ 200,000 บาท (จากวงเงินคุ้มครองทรัพย์สิน 500,000 บาท) ซึ่งส่วนนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น
แต่ความเสียหายไม่ได้มีแค่ค่าซ่อม เพราะกว่ารถจะซ่อมเสร็จและรออะไหล่ต้องใช้เวลานานถึง 60 วัน ผู้โพสต์จึงได้รวบรวมหลักฐานความจำเป็นในการใช้รถและราคาเช่ารถรุ่นเดียวกันในตลาด เพื่อนำไปเรียกร้องเพิ่มเติม และสามารถเรียกเงินสดมาได้อีก 80,000 บาท
- ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ 60 วัน (คำนวณวันละ 1,000 บาท) รวม 60,000 บาท
- ค่าเสื่อมราคาจากการชน อีก 20,000 บาท

ด่านหิน ค่าสินไหมทดแทนจากการบาดเจ็บ (ที่ประกันบอกว่าจ่ายได้แค่นี้!)
นอกจากรถพัง ผู้โพสต์ยังได้รับบาดเจ็บ นิ้วชี้มือขวาหัก มีค่ารักษาพยาบาลราว 30,000 บาท ซึ่งสามารถเบิกจาก พ.ร.บ. ของคู่กรณีได้
จุดพีคของเรื่องราวเริ่มขึ้นหลังจากรักษาตัวได้ 1 สัปดาห์ ผู้โพสต์ได้นำบันทึกประจำวันไปเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการบาดเจ็บจำนวน 200,000 บาท (จากวงเงินคุ้มครองความเสียหายต่อร่างกายที่สูงถึง 500,000 บาท) แต่คำตอบที่ได้รับจากบริษัทประกันภัยภาคสมัครใจ (ชั้น 2+) ของคู่กรณีคือ "เคสแบบนี้ไม่เคยจ่ายเกิน 50,000 บาท ถ้าจะเรียกเป็นแสน ต้องฟ้องศาลอย่างเดียว"
เจอคำตอบนี้เข้าไป แทนที่จะยอมแพ้ ผู้โพสต์กลับเลือกที่จะกลับไปทำการบ้านอย่างหนัก เขาลงมือศึกษากฎหมายด้วยตนเอง โดยอ้างอิง หลักกฎหมายมูลละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 420 พร้อมทำรายละเอียดประเมินความเสียหายใหม่ทั้งหมด ซึ่งพบว่าแท้จริงแล้ว เขาสามารถเรียกร้องได้สูงสุดถึง 700,000 บาท!

ยกระดับการเจรจา สู่การร้องเรียน คปภ.
เมื่อครบกำหนดรักษาตัว ผู้โพสต์ได้นัด พ.ร.บ. และประกันคู่กรณีมาเจรจาอีกครั้ง ผลคือ พ.ร.บ. อนุมัติเต็มวงเงิน 80,000 บาท (หักค่ารักษา 30,000 บาท รับเงินชดเชยเพิ่ม 50,000 บาท) แต่ทางประกันชั้น 2+ ยังคงยืนกรานคำเดิมว่าจะจ่ายแค่ 50,000 บาท ซ้ำยังปล่อยปละละเลยไม่พิจารณาเอกสารที่ผู้โพสต์ส่งไปให้
ผู้โพสต์จึงงัดไม้ตายดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
ขอหนังสือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้บริษัทประกันออกหนังสือปฏิเสธหรืออนุมัติค่าสินไหม เพื่อใช้เป็นหลักฐานมัดตัว
ร้องเรียนสำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ได้ส่งอีเมลและโทรศัพท์ร้องเรียนโดยตรง
พึ่งอำนาจรฐ (คปภ.) เมื่อเรื่องยังเงียบ ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เขาจึงนำหลักฐานทั้งหมดเข้าร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
จุดเปลี่ยน เมื่อประกันยอมถอย จบสวยที่ 350,000 บาท
หลังยื่นเรื่องกับ คปภ. ได้เพียง 2 สัปดาห์ ท่าทีของบริษัทประกันก็เปลี่ยนไป เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาเจรจาและค่อยๆ อัปข้อเสนอจาก 50,000 บาท พุ่งขึ้นไปเป็น 100,000 > 120,000 > และ 200,000 บาท
แต่ผู้โพสต์ยืนยันว่า หากไม่อยากไปจบที่ศาล เขาขอเรียกที่ 400,000 บาท แต่ถ้าต้องฟ้องร้องยืดเยื้อ เขาจะเรียกเต็มสตรีมที่ 1,000,000 บาทตามหลักฐานที่มี สุดท้ายผ่านไป 1 สัปดาห์ บริษัทประกันโทรมาขอจบที่ 350,000 บาท ซึ่งผู้โพสต์ก็ตอบตกลง
ทำไมถึงยอมจบที่ราคานี้ ไม่ไปต่อถึงชั้นศาล?
ผู้โพสต์ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า การฟ้องร้องมีค่าใช้จ่ายแฝงมากมาย ทั้งค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล และเสียเวลา ยิ่งไปกว่านั้น วงเงินกรมธรรม์คู่กรณีมีจำกัดแค่ 500,000 บาท หากฟ้องร้องจนชนะ หักลบค่าใช้จ่ายแล้วอาจได้เงินจริงไม่ต่างจาก 350,000 บาทมากนัก อีกทั้งคู่กรณีที่เป็นเพียงลูกจ้างธรรมดาก็ยอมรับผิดตั้งแต่แรก เขาจึงไม่อยากให้ส่วนต่างไปตกเป็นภาระหนักของคู่กรณี
สรุปยอดเงินเยียวยา 480,000 บาท มาจากไหนบ้าง?
จากการต่อสู้ด้วยหลักฐานและข้อกฎหมาย ผู้โพสต์ได้รับเงินชดเชยทั้งหมดดังนี้:
80,000 บาท - จากค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถและค่าเสื่อมราคา
50,000 บาท - จาก พ.ร.บ. (ส่วนต่างหลังหักค่ารักษาพยาบาล 30,000 บาท)
350,000 บาท - จากประกันภัยภาคสมัครใจของคู่กรณี
ข้อคิดทิ้งท้าย อย่าปล่อยให้ความไม่รู้ ทำลายสิทธิ์ของคุณ
ผู้โพสต์ได้ฝากข้อคิดสำคัญว่า "อย่าเพิ่งรีบรับข้อเสนอแรกของบริษัทประกัน" หากเราประเมินแล้วว่าความเสียหายที่แท้จริงมีมากกว่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ "การเตรียมหลักฐานให้เป็นระบบและครบถ้วน" ยิ่งหลักฐานแน่น การเจรจาก็ยิ่งมีน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็น:
ใบรับรองแพทย์ และใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด
หลักฐานการซ่อมรถ และบันทึกระยะเวลาที่รถเข้าอู่
ราคาค่าเช่ารถรุ่นเดียวกันในท้องตลาด
หลักฐานความจำเป็นในการใช้รถในชีวิตประจำวัน
หลักฐานรายได้หรือการประกอบอาชีพ
บันทึกประจำวันของตำรวจ
หนังสือตอบรับ/ปฏิเสธจากบริษัทประกัน
การใช้สิทธิ์เรียกร้องความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล หลักฐานที่ชัดเจน และคำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางชั้นดีให้ทุกคนรักษาสิทธิ์ของตนเองได้อย่างเต็มที่เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น!
เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล ผลการเรียกร้องค่าสินไหมในแต่ละเคสอาจแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เงื่อนไขกรมธรรม์ และหลักฐานแวดล้อม ก่อนดำเนินการใดๆ ควรศึกษาข้อมูลและข้อกฎหมายให้รอบคอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

