น่านผวาฝนถล่มต่อเนื่อง เสี่ยงน้ำท่วม หล่มสักขึ้นธงแดงเตือน อ่างทองฟ้าผ่าควายตาย3

น่านผวาฝนถล่มต่อเนื่อง
เสี่ยงน้ำท่วม
หล่มสักขึ้นธงแดงเตือน
อ่างทองฟ้าผ่าควายตาย3
น่านอ่วมฝนกระหน่ำ เสี่ยงเกิดน้ำป่าไหลหลาก เร่งอพยพประชาชน ผวจ.น่าน สั่งเฝ้าติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด ส่วนพื้นที่หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ขึ้นธงแดง เตือนภัยระดับน้ำป่าสักเพิ่มสูงต่อเนื่อง ขณะที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ฝนตกฟ้าผ่า ควายตาย 3 ตัว กลางทุ่งนา ปภ.แจ้งเตือนทั่วไทย เฝ้าระวังฝนหนัก
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่ จ.น่าน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลางดึกคืนที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ อ.บ่อเกลือ อ.ปัว อ.ท่าวังผา และพื้นที่ใกล้เคียง จนเกิดความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ทางกองวิจัยพัฒนาและอุทกวิทยา (กวพ.) กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แจ้งเตือนภัย เฝ้าระวัง (สีเขียว) พื้นที่บ้านท่าล้อ ต.แงง อ.ปัว จ.น่าน มีปริมาณฝนสะสม 12 ชั่วโมง 87 มิลลิเมตร ปริมาณฝนสะสม 15 นาที 0.5 มิลลิเมตร
ด้านนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผวจ.น่าน ได้ติดตามสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการด่วน ไปยังนายอำเภอปัว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังจากได้รับรายงานว่าระดับน้ำในบางพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น พร้อมกำชับให้ประเมินปริมาณฝน ระดับน้ำ และสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากพบแนวโน้มสถานการณ์รุนแรง ให้แจ้งเตือนและอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ไปยังจุดปลอดภัยโดยเร็ว โดยให้ความสำคัญกับชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก
สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ บ้านเฮี้ย ต.ศิลาแลง อ.ปัว บ้านร้อง ต.ปัว อ.ปัว และบ้านขอน ต.ปัว อ.ปัว โดยประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ ลำห้วย พื้นที่ลุ่มต่ำ เชิงเขา และพื้นที่ซึ่งเคยประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง และติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกหนัก
อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ ขอให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถประสานการช่วยเหลือ และเข้าถึงผู้ประสบเหตุได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ หากได้รับการแจ้งเตือน หรือคำสั่งให้อพยพ ขอให้ปฏิบัติตามทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตเป็นสำคัญ
ส่วนที่ อ.ปัว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธีระพล บุญตัน ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครองอำเภอปัว รักษาราชการแทนนายอำเภอปัว มอบหมายให้ นายอมรชัย วิไลรัตน์ ปลัดอำเภอ พร้อมด้วยสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ลงพื้นที่ตรวจสอบและติดตามสถานการณ์น้ำ รวม 8 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ถนนบริเวณหน้าวัดบ้านขอน ต.ปัว พบว่ามีน้ำจากลำห้วยทราย เอ่อล้นขึ้นบริเวณถนนเล็กน้อย รถยนต์ยังสามารถสัญจรผ่านได้ เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังระดับน้ำและสภาพการจราจรอย่างต่อเนื่อง
จุดที่ 2 สะพานบ้านต้นแหลง ต.ไชยวัฒนา บริเวณ ลำน้ำปัว พบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยระดับน้ำยังอยู่ห่างจากขอบตลิ่งประมาณ 2 เมตร จึงยังไม่พบการเอ่อล้นเข้าพื้นที่โดยรอบ จากการตรวจสอบในช่วงเวลาดังกล่าว จุดที่ 3 สะพานคลองสวยน้ำใส บ้านปรางพัฒนา 1 ต.ปัว บริเวณลำน้ำขว้าง พบปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ระดับน้ำยังห่างจากตลิ่งประมาณ 2 เมตร เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
จุดที่ 4 บริเวณบ้านแก้มราษฎร์พัฒนา ต.วรนคร จากการตรวจสอบ ยังไม่พบน้ำเอ่อท่วมบนถนน การสัญจรในพื้นที่ยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ
จุดที่ 5 สะพานบ้านร้องแง ต.วรนคร พบว่าปริมาณน้ำในพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่ระดับน้ำยังห่างจากฝั่งประมาณ 2 เมตร เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง จุดที่ 6 สะพานบ้านตึ้ด ต.วรนคร จุดเชื่อมต่อระหว่าง ลำน้ำกูนกับลำน้ำขว้าง พบว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จึงยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากยังมีฝนตกในพื้นที่ต้นน้ำ จุดที่ 7 บริเวณสะพานบ้านเฮี้ย ต.ศิลาแลง บริเวณลำน้ำกูน พบว่าระดับน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยัง ไม่มีน้ำเอ่อล้นขึ้นบนถนน เจ้าหน้าที่เฝ้าติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง และ
จุดที่ 8 บริเวณสะพานบ้านฝาย ต.วรนคร บริเวณลำน้ำกูน พบว่าปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสภาพพื้นที่และติดตามแนวโน้มระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
สรุปสถานการณ์น้ำในพื้นที่ อ.ปัว พบว่าลำน้ำสายหลักในพื้นที่ อ.ปัว ได้แก่ ลำน้ำขว้าง ลำน้ำกูน และลำน้ำปัว มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน จุดตรวจสอบส่วนใหญ่ยังไม่พบสถานการณ์น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ถนน โดยจุดที่มีน้ำเอ่อบริเวณถนนเล็กน้อย คือบริเวณหน้าวัดบ้านขอน ต.ปัว ซึ่งรถยนต์ยังสามารถสัญจรผ่านได้ เนื่องจากสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะกรณีมีฝนตกหนักพื้นที่ต้นน้ำ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังระดับน้ำอย่างต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์ในจุดเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง ได้แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่เสี่ยง ให้เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก
ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ ลำห้วย พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่เชิงเขา และบริเวณที่เคยเกิดน้ำป่าไหลหลาก ขอให้ติดตามสถานการณ์และประกาศแจ้งเตือนจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณผิดปกติ เช่น ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำเปลี่ยนสี มีเศษไม้หรือวัสดุไหลมากับกระแสน้ำ หรือมีน้ำไหลลงจากพื้นที่ต้นน้ำเป็นจำนวนมาก ขอให้เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที
นอกจากนี้ห้ามฝ่ากระแสน้ำ และไม่ควรเสี่ยงเดินทางผ่านเส้นทางที่มีน้ำไหลเชี่ยว หรือน้ำท่วมสูง เนื่องจากกระแสน้ำอาจรุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและมีสัญญาณอันตราย ขอให้รีบออกจากพื้นที่ไปยังจุดปลอดภัย พร้อมแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประสานการช่วยเหลือโดยเร็ว
ที่ จ.เพชรบูรณ์ ช่วงเช้าวันเดียวกัน เทศบาลเมืองหล่มสัก รับแจ้งข้อมูลระดับน้ำในแม่น้ำป่าสัก จากโครงการชลประทานจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยสถานี S33 หล่มเก่า มีระดับน้ำ 5.97 เมตร สถานี S53 สะพานบ้านวังร่อง ระดับน้ำ 4.55 เมตร และสถานี S3 หล่มสัก ระดับน้ำ 8.12 เมตร โครงการชลประทานจังหวัดเพชรบูรณ์ ทางเทศบาลฯ จึงขึ้นธงแดง เพื่อเตือนประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วม เนื่องจากมวลน้ำจากฝนตกสะสม ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสัก จนระดับน้ำเพิ่มสูงต่อเนื่อง เสี่ยงกระทบต่อพื้นที่นอกพนังกั้นน้ำ และพื้นที่ลุ่มต่ำเขตเทศบาลเมืองหล่มสัก และพื้นที่ใกล้เคียง
ทั้งนี้ เทศบาลเมืองหล่มสัก ขอให้ประชาชนพื้นที่เสี่ยง เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ โดยยกสิ่งของ และทรัพย์สินขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายยานพาหนะไปยังพื้นที่ปลอดภัย เก็บเอกสารสำคัญและทรัพย์สินมีค่า ระมัดระวังอันตรายจากกระแสไฟฟ้า และดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด พร้อมติดตามประกาศและข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และหากประสบเหตุ หรือมีความต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่องานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองหล่มสัก โทร.056-701066 , 056-701080 หรือสายด่วน 08-6929-9993 และเหตุด่วนสาธารณภัย โทร.199
ส่วนที่ จ.อ่างทอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง โดยฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก มีฟ้าผ่ากลางฝูงควายกว่า 70 ตัว ที่ถูกเลี้ยงอยู่กลางทุ่งนา พื้นที่หมู่ 3 ต.โรงช้าง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ส่งผลให้ควายของนายสำเริง ชุมแสง อายุ 63 ปี เกษตรกรเจ้าของฝูงควายดังกล่าว ถูกฟ้าผ่าตาย 3 ตัว สร้างความตื่นตกใจ และเสียใจให้กับเจ้าของควาย ภายหลังเกิดเหตุนายฉัตร เย็นทรวง ปลัดอำเภอป่าโมก พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอป่าโมก และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.โรงช้าง ได้เข้าตรวจสอบเพื่อช่วยเหลือ
นายสำเริง เล่าว่า เลี้ยงควายอยู่ในทุ่งนาแห่งนี้ประมาณ 70 กว่าตัว ช่วงเวลาประมาณ 16.30 น.วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกหนักและมีเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น โดยฝูงควายที่ยืนอยู่ถูกฟ้าผ่า นอนตายอยู่ข้างรั้วลวดกั้นแนวทุ่งนา 3 ตัว อย่างไรก็ตาม ทางปศุสัตว์อำเภอป่าโมก สันนิษฐานเบื้องต้น ว่าสายฟ้าอาจจะผ่าลงมาโดนเส้นลวดกั้นพื้นที่ แล้วควายทั้ง 3 ตัว ยืนชิดอยู่กับสายลวด กระแสไฟฟ้าจึงวิ่งผ่านเส้นลวดเข้าสู่ร่าง จนตายในทันที โดยมีการรายงานเหตุสาธารณภัยไปยังอำเภอป่าโมก รับทราบ เพื่อพิจารณาให้การช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ได้รับผลกระทบต่อไป
ก่อนหน้านี้ นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้ติดตามสภาวะอากาศและพิจารณาปัจจัยเสี่ยง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยา มีประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 17-20 กันยายน 2569) ฉบับที่ 1 ระบุว่า ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นจะกระทบกับภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยรับผลกระทบในช่วงวันถัดไป (18-20 กันยายน 2569)
นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้ออกประกาศฉบับที่ 4/2569 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำลันตลิ่ง แจ้งว่าช่วงวันที่ 15-19 กันยายน 2569 มีพื้นที่เสียงที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ แยกเป็นพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ทุกจังหวัด , พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง ได้แก่ กทม.และพื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ภาคใต้ 6 จังหวัด
พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก บริเวณ จ.เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน เพชรบูรณ์ ตาก อุทัยธานี ชัยภูมิ สกลนคร จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี กระบี่ และระนอง และพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาลำน้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน แม่น้ำสาย และแม่น้ำกก จ.เชียงราย แม่น้ำน่าน บริเวณ จ.น่าน แม่น้ำเมย จ.ตาก แม่น้ำแควน้อย จ.พิษณุโลก แม่น้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์ แม่น้ำสงคราม จ.สกลนคร และแม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส จ.นราธิวาส
กอปภ.ก.จึงประสานแจ้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ และ กทม.เตรียมพร้อมรับมือปริมาณฝนที่ตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดอุทกภัยได้ โดยกำชับให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยง เพื่อเข้าเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ โดยเฉพาะถ้ำน้ำตก ถ้ำลอด หากมีความเสี่ยง ให้ประกาศแจ้งเตือนและปิดกั้นพื้นที่ไม่ให้บุคคลใดเข้าพื้นที่ ตลอดจนจัดเตรียมศูนย์พักพิงชั่วคราวให้พร้อมรองรับผู้อพยพ ในกรณีที่มีคลื่นลมแรงให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกประกาศหรือติดตั้งสัญญาณแจ้งเตือนบริเวณชายฝั่งทะเลห้ามนักท่องเที่ยวเล่นน้ำโดยเด็ดขาด และให้แจ้งชาวเรือ ผู้บังคับเรือ และผู้ประกอบการเดินเรือโดยสารเพิ่มความระมัดระวัง หากสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรง ให้พิจารณาห้ามเดินเรือเด็ดขาด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

