คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

คดีฮั้ว สว. ยังไม่จบ...
หลัง กกต.วินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญา จำนวน 77 ราย
1. รายงานข่าวระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 ราย นำมาประกอบสำนวนคดีของดีเอสไอต่อไป
2. หลายกลุ่มแสดงท่าทีชัดเจนว่า จะมีการยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด กกต.
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน แถลงเมื่อ 16–17 กันยายน 2569 ว่า พรรคจ่อยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินคดีอาญากับ กกต. ทั้ง 7 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต.
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ก็แถลงข่าวชัดเจนเช่นกัน
3. การสอบสวนเอาผิดกรณีใช้พยานเท็จ หรือพยานที่กลับคำให้การ
ปมพยานรหัส 16/26 และ 21/26 กกต. หรือดีเอสไอ จะดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องอย่างไร
มีการบีบบังคับ ข่มขู่ให้พยานให้การให้ร้ายพรรคการเมือง จริงหรือไม่?
ใครทำ? จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างไร?
ควรจะต้องพิจารณาเพิกถอนการกันเป็นพยาน และเดินหน้าเอาผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จ หรือไม่? กับใครบ้าง?
4. คดีหมิ่นประมาท ที่บุคคลที่ถูกกลุ่มไอลอว์ และพรรคส้ม โจมตีกล่าวหารุนแรงก่อนหน้านี้ จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดี ตามที่ประกาศเอาไว้ ซึ่งผู้ถูกฟ้องก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลว่า ไม่ได้หมิ่นประมาทอย่างไร?
นี่อาจนับเป็นการ “ฟ้องเปิดปาก” ไม่ใช่ “ฟ้องปิดปาก”
เพราะเป็นโอกาสให้หาหลักฐานมาเปิดโปงยืนยันในศาลว่า ไม่ได้หมิ่นประมาทอย่างไร
5. “คดีฮั้ว สว. สีส้ม” หรือ สำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อีก 3 สำนวน ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
สำนวนเหล่านี้ เกี่ยวพันกับกลุ่มผู้สมัคร สว. ที่ถูกระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับ เครือข่ายพรรคส้ม คณะก้าวหน้า และกลุ่มไอลอว์ (iLaw)
รายงานข่าว ระบุว่า เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์การจัดประชุมและพบปะกันของผู้สมัคร สว. สายที่ถูกเรียกว่า “สว.ประชาชน” หรือ “สว.สีส้ม” เกือบ 400 คน ณ ห้องจูปิเตอร์ อาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ก่อนหน้าการเลือก สว. ระดับประเทศ ซึ่งมีการตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข่ายการจัดเลี้ยงและจัดตั้งขบวนการเพื่อทิ้งคะแนนหรือบล็อกโหวตให้กับกลุ่มตนเองหรือไม่
6. ข้อคิดสำคัญ จากการปั่นกระแสกดดัน กกต.ในช่วงที่ผ่านมา คือ
การพูดเสียงดัง ฉะฉาน น่าเชื่อถือ ไม่ใช่เครื่องการันตีว่า เป็นความจริงหรือไม่จริง
การพูดคำหยาบ ดุดัน ไม่ใช่เครื่องเสริมความน่าเชื่อถือข้อมูลว่าเป็นจริง
การพูดต่อๆ ปั่นจนเป็นกระแส ไม่ใช่คำวินิจฉัยตัดสินของผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย
สำคัญ คือ พยานหลักฐานที่หนักแน่น เชื่อถือได้
ลองคิดง่ายๆ ถ้าในทางกลับกัน หากบุคคลที่ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองที่เราชอบ หากมีหลักฐานปรากฏตามที่ กกต.แถลงเท่านั้น เรายอมรับได้หรือไม่ หากถูกวินิจฉัยว่ากระทำความผิด หรือถือว่ามีหลักฐานอันสมควรเชื่อได้ว่า แล้วหรือไม่
ข้อเขียนในเพจ Thailand First สรุปประเด็นไว้อย่างน่าสนใจ บางส่วนระบุว่า
“....บอกมาตั้งนานแล้วว่า “ร้องฮั้ว สว.” หลักฐานไม่แน่น
เพราะฝากคดีไว้กับพยานที่มีรอยด่างมากเกินไป
ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาแล้วว่า คดีเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้ถูกยกทิ้งทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ไปไกลถึงขั้นเอาผิดทุกคนตามกระแสกดดัน
กกต.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญาผู้ถูกร้องรวม 77 ราย แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย
แต่ข้อกล่าวหาสำคัญที่สุด ซึ่งพยายามเชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรค สส.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตลอดจนนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับไปไม่ถึง เพราะพยานหลักฐานไม่หนักแน่นพอ
พูดกันตรง ๆ นี่คือสิ่งที่มีคนเตือนมาตั้งนานแล้วว่าหากจะกล่าวหาใครในคดีใหญ่ระดับประเทศ หลักฐานต้องแน่นกว่าคำบอกเล่า ต้องมีทั้งบุคคล เอกสาร เส้นทางการเงิน ข้อมูลการสื่อสาร และพฤติการณ์ที่เชื่อมถึงกันอย่างเป็นระบบ
ปัญหาของคดีนี้คือมีการฝากน้ำหนักไว้กับพยานบางรายมากเกินไป ทั้งที่พยานมีรอยด่างมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ ถ้อยคำไม่ตรงกัน และสุดท้ายยังกลับคำให้การอีกด้วย
จากผู้ถูกร้อง 427 ราย เหลือส่งศาล 77 ราย
สำนวนนี้ มีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 ราย มีข้อกล่าวหา 7 ข้อ เอกสารรวม 75,722 หน้า และผ่านการพิจารณาของ กกต.ถึง 21 ครั้ง
...มีชื่อในโพย ไม่ได้แปลว่าผิดทันที
อีกประเด็นที่ถูกนำไปขยายผลอย่างมากคือเรื่อง “โพย” แต่ กกต.อธิบายว่า การมีชื่ออยู่ในโพยเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าบุคคลนั้นกระทำผิด
เดิม กกต.เคยออกระเบียบห้ามนำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือก แต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว ดังนั้นการนำโพยหรือเอกสารเข้าไปเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ความผิดโดยอัตโนมัติ
ต้องตรวจสอบต่อว่าโพยนั้นเชื่อมโยงกับการจัดตั้ง การจูงใจ การให้ทรัพย์สิน หรือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์หรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาว่าบุคคลที่มีชื่อรับรู้และมีส่วนร่วมเพียงใด
บางคนมีชื่ออยู่ในโพยเพียงฉบับเดียวจากหลักฐานโพยทั้งหมด 12 ฉบับ ขณะที่บางคนมีชื่อแต่ไม่ได้รับเลือกเป็น สว. การมีชื่ออยู่ในโพยจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบไม่ใช่คำตัดสินว่าผิด
จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่พยานหลัก
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เปิดเผยรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงถึงกลุ่มนักการเมืองว่า พยานรหัส 16/26 กล่าวอ้างถึงเหตุการณ์สำคัญ 4 ช่วง
ช่วงแรก คือการวางแผนและพัฒนาโปรแกรมคำนวณการเลือก สว.
ช่วงที่สอง คือการประชุมที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยอ้างว่ามีการบรรยายวิธีใช้โปรแกรม และมีบุคคลสำคัญของพรรคเข้าร่วม
ช่วงที่สาม คือการจัดทำโพยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
และช่วงที่สี่ คือการพบกันที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ หลังการเลือก สว.
ปัญหาคือ พยานรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำหลังเกิดเหตุประมาณหนึ่งปี ก่อนหน้านั้นไม่เคยแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือ กกต. อีกทั้งยังเคยสังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกขับออกจากพรรคภายหลังมีคดีเกี่ยวกับการยักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น และต่อมาไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ในช่วงที่ทั้งสองพรรคมีความขัดแย้งทางการเมือง
พยานรายนี้ยังเข้ามาให้ถ้อยคำโดยยอมรับว่าตนเองมีส่วนร่วมในการกระทำ และขอกันตัวเองไว้เป็นพยาน จึงยิ่งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง
ที่สำคัญ ถ้อยคำของพยานรหัส 16/26 ยังไม่สอดคล้องกับพยานรหัส 21/26 และ 22/26 ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำโพย แต่กลับกล่าวถึงบุคคลและกระบวนการไม่ตรงกัน
คนหนึ่งบอกว่า มีบุคคลอยู่ในทีม ขณะที่อีกคนไม่ได้กล่าวถึงบุคคลนั้น บางคนอ้างว่าไปจัดทำโพย แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้จัดทำให้ และไม่มีคำให้การเชื่อมโยงชัดเจนไปถึงผู้ถูกร้องในกลุ่มนักการเมืองทั้ง 21 ราย
ท้ายที่สุด พยานทั้งสามคนยังมีหนังสือถึงประธาน กกต.ขอกลับคำให้การ โดยระบุว่า ถ้อยคำเดิมเกี่ยวกับพฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง การเตรียมการ และเส้นทางการเงินไม่เป็นความจริง
ประธาน กกต.ย้ำว่า ไม่ใช่เพิ่งไม่เชื่อพยานหลังจากพยานกลับคำ แต่เห็นว่าคำให้การเดิมมีปัญหาเรื่องน้ำหนักมาตั้งแต่ต้น ทั้งช่วงเวลาที่เข้ามาให้ถ้อยคำ มูลเหตุจูงใจประวัติของพยาน และความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล เมื่อพยานกลับคำให้การอีก หลักฐานจึงยิ่งรับฟังได้ยาก
อ้างว่ามีแผน มีโปรแกรม มีเงิน แต่หาหลักฐานยืนยันไม่ได้
นอกจากปัญหาความน่าเชื่อถือของพยานแล้ว กกต.ยังไม่พบภาพถ่าย เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่ยืนยันว่าเกิดการประชุมและวางแผนตามที่กล่าวอ้าง
โปรแกรมคำนวณการเลือก สว.ที่อ้างว่าถูกพัฒนาขึ้นก็ไม่ปรากฏเป็นหลักฐาน ไม่มีรายละเอียดว่าโปรแกรมมีลักษณะอย่างไร ไม่มีหลักฐานค่าใช้จ่าย และไม่พบว่าใครเป็นผู้จ่ายหรือรับเงิน
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ถูกร้อง ก็ไม่พบความผิดปกติแม้พบข้อมูลการโทรศัพท์ติดต่อกัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพูดคุยเรื่องอะไร การโทรหากันจึงไม่อาจใช้เป็นหลักฐานชี้ขาดว่าร่วมกระทำผิดได้
ส่วนพยานรหัส 25/26 ซึ่งอ้างว่าเข้าร่วมการพบกันที่โรงแรมพูลแมน ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าประชุมกันเรื่องอะไร และไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีการจัดทำโพยฮั้ว สว.
แม้มีการกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานว่าไปพบกันเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการเลือก สว.การพบกันจึงสามารถอธิบายได้หลายทาง และยังไม่เพียงพอจะรับฟังว่าทั้งสองเข้าไปช่วยเหลือผู้สมัครตามข้อกล่าวหา
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ข้อกล่าวหาใหญ่ไปไม่ถึงกลุ่มนักการเมือง ไม่ใช่เพราะ กกต.ปฏิเสธตรวจสอบ แต่เพราะเมื่อลงไปดูหลักฐานจริง กลับพบว่าหลักฐานสำคัญจำนวนมากตั้งอยู่บนคำให้การของพยานที่มีปัญหา โดยไม่มีภาพ เอกสาร โปรแกรม เส้นทางการเงิน หรือพฤติการณ์อื่นมารองรับอย่างหนักแน่น
ไม่ได้ยกทั้งหมด ใครมีหลักฐานเฉพาะตัวก็ถูกส่งศาล
อย่างไรก็ตาม มติครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า กกต.เห็นว่าการเลือก สว.ไม่มีความผิดเกิดขึ้นเลย เพราะผู้สมัครหรือผู้เกี่ยวข้องรายใดมีหลักฐานเฉพาะตัวเกี่ยวกับการจูงใจ การให้ทรัพย์สิน การจัดทำโพย หรือการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย กกต.ก็มีมติส่งศาลฎีกาเป็นรายบุคคล
ประธาน กกต.ยกตัวอย่างกรณีในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งพบพฤติการณ์จูงใจหรือให้ทรัพย์สินแก่ผู้มีสิทธิเลือกเพื่อให้ลงคะแนนแก่ตนเอง และพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยง จึงมีมติส่งศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมดำเนินคดีอาญา
กกต.ยืนยันว่าใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นหนองบัวลำภู นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี หรือพื้นที่อื่น โดยพิจารณาเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เหมารวมว่าคนที่มีชื่ออยู่ในโพยหรือมีการติดต่อกันทุกคนต้องมีความผิด…
..บทเรียนของเรื่องนี้จึงชัดเจน คดีใหญ่ไม่สามารถสร้างจากกระแส ความสงสัย หรือคำกล่าวอ้างเพียงอย่างเดียวได้ ยิ่งพยายามโยงไปถึงบุคคลระดับสูง หลักฐานก็ยิ่งต้องตรงกันและตรวจสอบได้
เมื่อฝากคดีไว้กับพยานที่มีรอยด่างมากเกินไป ถ้อยคำขัดกัน ให้การล่าช้า มีมูลเหตุให้ต้องสงสัย และสุดท้ายกลับคำให้การ ขณะที่ไม่มีภาพ ไม่มีเอกสาร ไม่มีโปรแกรม และไม่มีเส้นทางการเงินมารองรับ ข้อกล่าวหาที่ดูใหญ่โตจึงไปไม่ถึงกลุ่มนักการเมือง
แต่ตรงไหนมีหลักฐานถึง กกต.ก็ส่งศาล 77 ราย ไม่ได้ปิดคดี ไม่ได้ล้างผิดให้ทั้งหมด และไม่ได้ตัดสินว่าใครบริสุทธิ์หรือผิดแทนศาล
นี่คือเส้นแบ่งระหว่าง “ความสงสัยทางการเมือง” กับ “พยานหลักฐานที่ใช้ดำเนินคดีได้จริง”
ซึ่งเป็นเรื่องที่คนเตือนกันมาตั้งนานแล้ว แต่หลายฝ่ายไม่ยอมฟัง...”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

