ไทยช่วยไทยฯไปต่อ เฟส2มาแล้ว ลุ้นเติมเงินอีก2เดือน นายกฯโยนคลังแถลง ‘ศุภจี’จ่อออกแพ็กเกจ

นายกฯ เห็นชอบหลักการ ต่ออายุ“ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” แล้วรอ “เอกนิติ” แถลงความชัดเจนขอไม่ก้าวก่ายงานกัน ย้ำไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ยุคข้าวยากหมากแพง ด้านโฆษกรัฐบาล แย้ม ให้เงินรวดเดียว 1,000 บาท ใช้ 2 เดือน ชี้รอคลังสรุปอีกรอบ ขณะที่“ศุภจี”เผยกระทรวงเศรษฐกิจ เตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
เมื่อเวลา 12.35 น.วันที่ 18 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังได้รายงานมาแล้ว ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขจะเท่าไหร่นั้น ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงความชัดเจน แต่ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว
เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่ให้ 1,000 บาท ใช้รวดเดียว 2 เดือนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลง เพราะเราไม่ก้าวก่ายงานกัน แต่ขอเรียนว่าเป็นข่าวดี ส่วนรูปแบบ จะเป็นอย่างไร ก็ขอให้นายเอกนิติ เป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะต้องครอบคลุมให้ทั่วถึง
เมื่อถามต่อถึงการรับมือกรณีธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า เราจะไม่ทำอะไรที่ประชาชนเดือดร้อน
เมื่อถามย้ำว่ากรณีดังกล่าวจะกระทบกับราคาพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีหลายจุดที่เราจะลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะเอามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ปัจจุบัน
เมื่อถามต่อว่า หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะมีมาตรการอื่นออกมาในช่วงเดือนธ.ค.2569 ถึงเดือนม.ค.2570 อีกหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การที่เราดำเนินนโยบายนี้ ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนทุกที่ ในยุคข้าวยากหมากแพง
เวลา 12.20 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความชัดเจนรายละเอียด โครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟสที่ 2 ว่า รายละเอียดจะต้องรอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) พิจารณาก่อนในการพิจารณารอบสุดท้าย ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับการเติมเงินเข้า 700 บาท รวมกับสิทธิ์ปกติ 300 บาทรวมเป็น 1,000 บาท เช่นเดิม
เมื่อถามย้ำว่า จะต้องมีการโยกงบประมาณ มาใช้สำหรับการต่ออายุครั้งนี้หรือไม่ นายเอกภพ ยืนยันว่าไม่ต้องมีการดึงเงินมาเพิ่ม ซึ่งจำนวนเงินที่ คำนวณ ณ วันนี้ 1,000 บาท หากดำเนินการ 2 เดือน และถือเป็นการเปิดช่องทางการใช้ได้มากขึ้น
ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้จะพูดคุยกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงประเด็นดังกล่าว
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถามนายเอกนิติ ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง
ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงผลสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่องก๊าซ ไฟฟ้า หรือการซื้อขายพลังงานเท่านั้น แต่ยังได้โอกาสเปิดประเทศให้นักลงทุนและผู้บริหารระดับโลกเข้ามาสัมผัสศักยภาพของไทยด้วยตนเอง
ทั้งนี้ Gastech เป็นหนึ่งในงานใหญ่ระดับโลกของอุตสาหกรรมพลังงาน ปกติหมุนเวียนจัดในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชีย โดยครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2008 (พ.ศ. 2551) ก่อนที่ไทยจะผลักดันให้งานกลับมาจัดที่กรุงเทพฯ อีกครั้งในปีนี้
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตลอด 4 วัน ของการเป็นเจ้าภาพจัดงานมีนักลงทุนและผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศจำนวนมาก มีการจัดดีลทางธุรกิจมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวเลข คือการที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจจากทั่วโลกเดินทางมามองเห็นประเทศไทยด้วยตาตัวเอง
“เราได้โชว์ประเทศ ได้โชว์กรุงเทพฯ ได้โชว์ศักยภาพของเรา เมื่อรัฐมนตรี นักลงทุน และผู้บริหารบริษัทระดับโลกได้สัมผัสบรรยากาศจริง จะเห็นว่าประเทศไทยไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ยังเป็นประเทศที่น่าอยู่ มีทั้งโอกาสทางธุรกิจ พลังงาน และคุณภาพชีวิตที่สมดุล” นายเอกนัฏ กล่าว
รมว.พลังงาน กล่าวว่า การที่งานระดับโลกมาจัดในประเทศไทย ยังทำให้ไทยได้เปรียบด้านการสื่อสาร เพราะมีพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และความต้องการของประเทศโดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปหาเวทีต่างประเทศ แต่ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารพลังงานระดับโลกเดินทางเข้ามาพบกันที่กรุงเทพฯ ซึ่งในระหว่างงาน ตนได้เป็นประธานการหารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้บริหารองค์กรพลังงานสำคัญ ทั้ง IEF และ IEA รวมถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารจากสหรัฐฯ รัสเซีย สิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้าน แอฟริกา และประเทศจากหลายภูมิภาค เปิดโอกาสให้ไทยสื่อสารทิศทางพลังงานและสร้างเครือข่ายโดยตรง
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในมิติพลังงาน การมีผู้ขายและพันธมิตรจำนวนมากมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มทางเลือกของไทยในการเจรจา โดยเฉพาะการหารือสัญญาพลังงานระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงจากการต้องซื้อพลังงานราคาแพงในตลาด Spot และสร้างการแข่งขันระหว่างผู้เสนอขาย
“ประโยชน์เรื่องก๊าซ เรื่องไฟ มีแน่นอน เพราะเราได้คุยเรื่องสัญญาระยะยาว ไม่ต้องไปซื้อแพงในตลาด Spot และเมื่อมีหลายเจ้าก็แข่งขันกัน แต่ผมมองไกลกว่านั้น นี่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ” นายเอกนัฏกล่าว
รมว.พลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ได้จากการจัดงานจึงไม่ควรถูกตีกรอบเฉพาะตัวเลขการซื้อขายพลังงาน เพราะการที่นักลงทุนเดินทางมาเห็นโครงสร้างพื้นฐาน เมือง ระบบบริการ และบรรยากาศการใช้ชีวิตจริง เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว เราได้ให้เขามาสัมผัสบรรยากาศของความน่าอยู่ น่าลงทุนในประเทศ นี่คือสิ่งที่คิดว่าประเมินค่าไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า Gastech 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย. 2569 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยกระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพ งานถูกวางให้เป็นเวทีเชื่อมผู้นำรัฐบาล ผู้บริหารพลังงาน นักลงทุน และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อหารือความมั่นคงพลังงาน LNG ความต้องการไฟฟ้าจาก AI และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว โดยมีผู้เข้าร่วมราว 50,000 คนจาก 150 ประเทศ ผู้บริหารและวิทยากรกว่า 1,000 ราย บริษัทชั้นนำร่วมแสดงงานกว่า 1,000 บริษัท พร้อมรัฐมนตรีพลังงานจาก 15 ประเทศ และผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ 5 องค์กร นอกจากผลบวกต่ออุตสาหกรรมพลังงานและการดึงดูดการลงทุนนักลงทุนโดยตรงแล้ว งานครั้งนี้ได้ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และรายได้ที่กระจายไปยังการท่องเที่ยว ร้านค้า ร้านอาหาร และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เป็นอีกช่องทางกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

