ยุทธพร ชี้ความเชื่อมั่น ศก.ดีขึ้น รับเสถียรภาพการเมือง หลัง มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่

“ยุทธพร” ชี้มติ กกต.ปม สว.สร้างความชัดเจน รัฐบาลไปต่อ–เศรษฐกิจคลายกังวล ลดความเสี่ยงเกมเซตซีโร่
วันที่ 19 กันยายน 2569 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการพิจารณาคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มติดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่สถานการณ์การเมืองว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ และลดความกังวลว่าผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่เกม “เซตซีโร่” ทางการเมือง
ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่า หาก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาครอบคลุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวนมาก อาจเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งต่อการทำงานของรัฐบาล เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของนักลงทุน
เมื่อมติ กกต.ไม่ยื่นคำร้องต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความไม่แน่นอนที่เคยแขวนอยู่เหนือรัฐบาลจึงลดลง ทำให้ทิศทางการบริหารประเทศมีความชัดเจนมากขึ้น และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจตามไปด้วย
“เมื่อความกังวลทางการเมืองลดลง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็ดีขึ้น เพราะนักลงทุนและภาคธุรกิจสามารถประเมินทิศทางของรัฐบาลและความต่อเนื่องของนโยบายได้ชัดเจนกว่าเดิม ประเทศไทยจึงสามารถเดินหน้าต่อได้” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว
รศ.ดร.ยุทธพรอธิบายด้วยว่า คดีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 แตกต่างจากมาตรา 235 ซึ่งหลายฝ่ายมักนำมาเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะกรณี 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล
มาตรา 235 กำหนดว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้ว ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ “เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น” ศาลจึงยังสามารถอนุญาตให้ผู้ถูกร้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
แต่มาตรา 226 ไม่มีข้อยกเว้นดังกล่าว หาก กกต.ยื่นคำร้องและศาลฎีการับคำร้อง บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สส.หรือ สว.จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา โดยเฉพาะกรณีบุคคลที่ดำรงตำแหน่งควบทั้ง สส.และรัฐมนตรี ว่าจะต้องหยุดเฉพาะหน้าที่ สส.หรือกระทบไปถึงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย
หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายคนพร้อมกัน ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ การขับเคลื่อนนโยบาย และความเชื่อมั่นของภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า มติของ กกต.ครั้งนี้จึงไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ช่วยคลายความไม่แน่นอนทางการเมืองในภาพรวม ทำให้รัฐบาลสามารถกลับไปเดินหน้าบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังไม่ควรถือว่าตนเองผ่านพ้นทุกปัญหา เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือผลงาน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รายได้ และปากท้องของประชาชน
“ผลของ กกต.ทำให้ประเทศเห็นทิศทางชัดขึ้น รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ เศรษฐกิจคลายความกังวล แต่ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นจะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเปลี่ยนเสถียรภาพทางการเมืองให้กลายเป็นผลงานที่ประชาชนจับต้องได้มากเพียงใด” รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

