'สมชาย' ชี้ช่องฟ้อง กกต. งัด 'ม.69 พ.ร.ป.กกต.' เอาผิดง่ายกว่า ม.157

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่ กกต. พิจารณาสำนวน คดีฮั้ว สว. มีมติส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 คน แบ่งเป็น สว. 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 คน และบุคคลอื่นอีก 15 คน ในขณะที่กลุ่มกรรมการบริหารพรรค, สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยไม่ถูกส่งฟ้อง เนื่องจาก กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง
ล่าสุดวันนี้ 21 กันยายน 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "#กกต #คดีโกงฮั้วสว ใครว่า ฟ้องเอาผิดกกต ไม่ได้ ? หลังมติกกต เสียงข้างมาก 5:2 ในวันที่14กันยายนที่ผ่านมา ในการลงมติ ส่งฟ้องสว แค่26 คน ผู้สมัครและบุคคลอื่น 51 คน รวม77คน โดยไม่ส่งคดีไปศาลทั้งหมด ตามที่อนุกรรมการกกต ชุดที่26 มีมติไว้เดิมนั้น

สร้างข้อถกเถียงทางกฎหมายว่า ผู้มีส่วนได้เสีย จะสามารถดำเนินการเอาผิดต่อ กกต เสียงข้างมากและเลขาธิการกกต ได้หรือไม่ ซึ่งก็มีทั้ง3แนวทาง คือ ร้องต่อศาลฎีกาให้เพิกถอนคำสั่ง กกต ร้องต่อคณะกรรมการปปชไต่สวนเอาผิดจริยธรรมและประพฤติมิชอบ หรือร้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 นั้น
ผมได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายแล้ว ยังพบว่า มีอีก1ช่องทาง ที่จะดำเนินการได้คือ การร้องเอาผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา69 โดยผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องต่อศาลตามมาตรานี้ โดยง่ายกว่า ปอาญามาตรา157 ที่ต้องไปพิสูจน์เจตนาพิเศษ ดังนี้
:ในมาตรา 69 พ.ร.ป. กกต. ไม่ได้กำหนดองค์ประกอบเจตนาพิเศษว่า "เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด" เหมือนเช่น ป.อ. มาตรา 157
ดังนั้น ภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ของโจทก์จึงง่ายและกระชับขึ้นอย่างมาก!
เพียงแค่พิสูจน์ว่า
1)ใช้อำนาจขัดต่อหลักวิญญูชน (ตามแนวฎีกา 3509/2549): เมื่อพยานหลักฐานเรื่องโพย เบอร์โทร และการนัดประชุมมีความสอดคล้องร้อยเรียงกันทั่วประเทศ วิญญูชนย่อมเห็นว่า "มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอ" ที่จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา แต่ กกต. เสียงข้างมากกลับ "ด่วนวินิจฉัยยกคำร้องเสียเอง" ถือเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ และเกินล้ำขอบเขตความชอบด้วยกฎหมาย
2) ละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ (ม.69 วรรคหนึ่ง): การลงมติ 4 ต่อ 3 เพื่อ "ไม่รับสำนวน DSI ที่มีข้อเท็จจริงเส้นเงิน"
เข้ามาพิจารณา ถือเป็นการพฤติการณ์ตั้งใจตัดตอนพยานหลักฐาน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนให้ถึงที่สุด เข้าองค์ประกอบความผิดตามวรรคหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าทำไปเพื่อแกล้งผู้สมัคร สว. คนใด!
3) การกระทำโดยทุจริต (ม.69 วรรคสอง): คำว่า "ทุจริต" หมายถึง การแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การบิดผันอำนาจตัดพยานหลักฐานและฟังความพยานกลับคำให้การที่มีพิรุธ
เล็งเห็นได้ชัดเจนว่าทำไปเพื่อช่วยพรรคการเมืองและนักการเมืองมิให้ต้องรับโทษหรือโดนตัดสิทธิทางการเมือง ยกระดับความผิดสู่บทลงโทษหนักเทียบเท่า ป.อ. มาตรา 149!
จึงเสนอข้อกฎหมายและความเห็นมาเพื่อเป็นข้อถกเถียงทางวิชาการกันครับ
ส่วนผู้มีส่วนได้เสียท่านใด จะไปร้องดำเนินคดีกับกกตหรือไม่
ผมคงจะไม่ก้าวล่วง และไม่ไปสนับสนุนด้วย
แต่ประการใด
เพราะตัวผมเองไม่ได้มีส่วนได้เสียใดๆด้วยพ้นหน้าที่มานานกว่า 2ปีแล้ว แต่เห็นว่า อาจมีประโยชน์ต่อทุกฝ่ายจึงเสนอมาเพื่อพิจารณากันครับ
สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
21 กย 2569"


หลังจากที่โพสต์ของ สมชาย แสวงการ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น
"ชัดเจนมาก"
"ให้องค์กรผู้ทรงสิทธิวินิจฉัยเป็นคนตัดสินดีกว่า เราก็ทำได้เพียงแสดงความคิดเห็นที่ไม่มีผลทางกฏหมาย"
"จริงๆแล้ว ถ้าคิดว่ากกต. ผิดก็ยื่น ปปช. ก็จบ ไม่เห็นว่าต้องมาปั่นอะไรกันเลยว่ากกต.ผิด"
"ปชช.ก็น่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสีย แม้จะทางอ้อม มิใช่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงก็ตาม ความอยุติธรรม ในการดำรงชีวิต ที่เกิดจากการกระทำของ กกต,สว ก็น่าจะเป็นส่วนได้เสีย (คิดแบบเขลา)"
"ไม่จบ"
"ช่วยจัดการ เพื่อประชาชน"

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง




