คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ชาวบ้านก็รู้ ‘ส้มไร้ความสามารถบริหาร’ ทุบภาพลวงตาของส้มในโลกออนไลน์
เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง... เมื่อไหร่พรรคส้มแพ้เลือกตั้ง ก็จะอธิบายหาเหตุผลข้ออ้างกันเป็นคุ้งเป็นแคว
โทษคนมาใช้สิทธิน้อย โทษลมฟ้าอากาศ โทษรัฐบาล ฯลฯ
โทษทุกอย่าง ยกเว้นจะโทษตัวเอง
แต่ไม่เคยตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเอง ว่าเคยสร้างความเชื่อมั่นอะไรให้คนเขามั่นใจในความสามารถที่จะบริหารอะไรจริงๆ บ้าง นอกจากปั่นกระแส หาคำคมมาตัดแปะ ใช้วาทกรรมตีกิน สร้างความสะใจไปวันๆ
1. พรรคส้ม กวาดสส.นนทบุรียกจังหวัด แต่แพ้ศึกเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรี
ทั้งๆ ที่ ระดมกำลังพลลงพื้นที่หาเสียงอย่างหนักหน่วง แม่ทัพ ขุนพล ผู้นำจิตวิญญาณ มาหมด
จริงๆ มีหลายเหตุปัจจัย
ตั้งแต่ความเหนียวแน่นของฐานเสียงท้องถิ่น กลุ่มผึ้งหลวง คู่แข่งที่ชนะ เขาทำงานในพื้นที่นนทบุรีมาอย่างยาวนาน มีเครือข่ายระดับ สจ., กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งการเมืองท้องถิ่นเน้นความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและการพึ่งพาอาศัยในชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย ทำให้บางส่วนก็มีคะแนนสงสาร เห็นอกเห็นใจ ผูกพัน เมื่อชูประเด็น “สานต่องานเดิม” โดยส่งนายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ ซึ่งเป็นหลานชายลงรับสมัคร จึงได้แรงหนุน
ประการสำคัญ พฤติกรรมการลงคะแนนของประชาชนในการเลือกตั้ง สส. กับท้องถิ่น ไม่เหมือนกัน
คนนนทบุรีเลือกพรรคส้มในการเลือกตั้งใหญ่ระดับประเทศ ได้ สส. ยกจังหวัด เพราะกระแสการเมืองภาพรวม แต่สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น คนส่วนใหญ่ยังคงแยกแยะ และเลือกตัวบุคคลหรือกลุ่มที่ใกล้ชิด สะดวกในการประสานงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในชุมชนมากกว่า
2. คนออกมาใช้สิทธิน้อย?
ลองไปดูผลการเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรีใน 3 ครั้งหลังสุด พบว่า คะแนนที่ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้าจนถึงพรรคประชาชน ที่แพ้ให้กับกลุ่มผึ้งหลวงนั้น คะแนนไม่ได้ลดลง
ในการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ปี 2563 อันดับ 1 พันตำรวจเอกธงชัย เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 197,592 คะแนน อันดับ 2 นายไพบูลย์ กิจวรวุฒิ จากคณะก้าวหน้า ได้ 139,401 คะแนน
การเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ปี 2568 อันดับ 1 พันตำรวจเอกธงชัย เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 219,173 คะแนน อันดับ 2 นายเลิศมงคล วราเวณุชย์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้ 155,035 คะแนน
และล่าสุดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา อันดับ 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 193,653 คะแนน อันดับ 2 นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ได้ 138,274 คะแนน
ดังนั้น การที่พรรคส้มโทษว่าสาเหตุที่แพ้เป็นเพราะคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลง อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะคนที่เลือกพรรคส้มก็ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกไม่น้อยไปกว่าเดิมสักเท่าไหร่ ถ้าคนออกมามากกว่านี้ คะแนนของกลุ่มผึ้งหลวงก็ใช่ว่าจะไม่เพิ่มเลย
พูดให้ตรงกว่า คือ พรรคส้มยังไม่สามารถชนะใจคนนนทบุรี จะตรงกว่า
ไม่ว่าจะเป็นเพราะตัวผู้สมัคร ภาพลักษณ์ของพรรค หรือบริบทการเมืองอื่นๆ ก็ตาม
รู้จักยอมรับความจริง ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนที่เลือกตัวเองบ้างเถอะ
แพ้ ก็คือแพ้ !
3. พรรคส้มแพ้แบบแลนด์สไลด์
เพจ จักรวาลด้อมส้ม V9 เขียนให้คิด แบบตีแสกหน้า ระบุว่า
“...ทำไมพรรคส้มแพ้เลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรีแบบแลนด์สไลด์
ผลการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี
ที่ 1 นายนฤพนธ์ กลุ่มผึ้งหลวง ได้ 182,310 คะแนน (55.97%)
ที่ 2 นายเดชรัต พรรคส้ม ที่ได้ 129,900 คะแนน (39.88%)
คะแนนห่างถึง 52,410 คะแนน หรือ 16.09 จุด
ซึ่งห่างกว่าที่นิด้าโพลคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า (9.72 จุด) เกือบเท่าตัว
หนูวิเคราะห์ได้ดังนี้ค่ะ
1. คนนนท์ ไม่ซื้อ “การเมืองอีเวนท์ การเมืองกระแส” พรรคส้ม ระดมแกนนำระดับชาติมาช่วยหาเสียง ทั้งทอน ทิม เท้ง โรจน์ โรม ป้าเจี๊ยบและไอซ์
พวกนี้มาช่วยหาเสียงแล้วก็ไป ต่างจาก กลุ่มผึ้งหลวงที่เป็นคนพื้นที่เข้าถึงปัญหาและช่วยเหลือได้ตลอด
2. คนนนท์ ไม่ซื้อ “ลำพูนโมเดล” ธนาธรยกผลงาน อบจ.ลำพูนมาสร้างแรงบันดาลใจหลายครั้ง แต่ความสำเร็จไม่มีจริง น้ำประปาดื่มไม่ได้
โครงการเรือธง อย่างรถเมล์ EV จัดซื้อล้มเหลว 2-3 รอบ เปิดใช้งานจริงก็ไม่ปังกลายเป็นรถรับส่งนักเรียนตอนเช้า-เย็น วิ่งให้บริการห่างเป็นชั่วโมง
3. คนนนท์ กลัวเป็นสนามทดลองบริหารจากส่วนกลางพรรค
พี่เท้งเคยโพสต์ “ได้รับทราบข้อกังวลจากเครือข่ายในพื้นที่ว่าหาก เดชรัต ชนะ อาจทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มในพื้นที่เสียเปรียบ”
บอสเอก ธนาธร เคยยอมรับว่าคณะก้าวหน้า “เข้าไปช่วยให้คำแนะนำในการบริหาร” อบจ.ลำพูน
ดังนั้น ถ้า อบจ.นนท์ เป็นสีส้ม ได้เป็นที่ฝึกงานให้ส่วนกลางพรรคส้มแน่ๆ
4. เพียง 5 วันก่อนวันเลือกตั้งนนทบุรี สภา กทม. มีมติคว่ำโครงการเช่ารถขยะ EV มูลค่า 6,038 ล้านบาทของผู้ว่าฯ ชัชชาติ โดยมี สก.พรรคส้มเป็นแกนนำ
คนนนท์กลัวว่า พรรคส้มไม่รู้ระบบขั้นตอนการของบประมาณ งานเขียน TOR การจัดซื้อ มันมีระบบของมัน การค้านความเจริญตั้งแต่เริ่มของบประมาณ อาจทำให้จังหวัดนนทบุรีเสียโอกาสพัฒนาแบบที่กรุงเทพฯ เจออยู่ในขณะนี้
5. เครือข่ายสีส้ม ดูถูกและด้อยค่า กล่าวหาคนอื่นถูกซื้อเสียง มีกลุ่มอันธพาลโชเชียล ไปเม้นท์หยาบคาย เอาทัวร์ไปลงคนเห็นต่าง เป็นที่น่ารังเกียจต่อสังคม ส่งผลให้คนที่ไม่รู้จะเลือกใคร หันมาเลือกคู่แข่งพรรคส้มแทน...”
4. ภาพลวงตาของพรรคการเมืองบางจำพวกในโลกออนไลน์
เพจข่าวสารต่างประเทศ ซิริอุส เป็นชื่อของดวงดาว นำเสนอเรื่อง “ภาพลวงตาของเสียงส่วนใหญ่เด็ดขาด: ทำไมพรรคที่ “ไร้เทียมทาน” ในโลกออนไลน์ ถึงพ่ายแพ้อย่างช็อกโลกในการเลือกตั้ง” บางส่วนระบุว่า
“...ในคืนวันเลือกตั้ง คงไม่มีปรากฏการณ์ทางการเมืองใดจะดราม่าไปกว่าการพังทลายของชัยชนะถล่มทลายที่ดูเหมือนจะนอนมา ในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนวันลงคะแนน
ฟีทโซเชียลมีเดียต่างฉายภาพการครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบของพรรค A แฮชแท็กติดเทรนด์สนับสนุนพรรค โพลสำรวจความคิดเห็นจากสำนักข่าวหลายแห่งชี้ว่ามีคะแนนนำโด่ง และเหล่านักวิเคราะห์ต่างฟันธงว่าผลการเลือกตั้งนั้นรู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าไปแล้ว
ทว่า เมื่อผลการนับบัตรเลือกตั้งออกมา พรรค A กลับต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ
สำหรับคนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเหมือนความล้มเหลวอย่างร้ายแรงของระเบียบวิธีทำโพล หรือการเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลันของความรู้สึกสาธารณะโดยไม่มีใครอธิบายได้
อย่างไรก็ตาม สังคมศาสตร์มีคำอธิบายที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ปรากฏการณ์นี้ คือ ตัวอย่างระดับตำราเรียนของกลไกสามประการที่สอดประสานกัน ซึ่งเสนอโดย ตีมูร์ คูราน (Timur Kuran) นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ ได้แก่ การเสแสร้งความชอบ (Preference Falsification) และ การบิดเบือนองค์ความรู้ (Knowledge Falsification) และ การพังทลายที่มองไม่เห็นมาก่อน (Sudden Revolutions and Unforeseen Collapses)
1. หน้ากากแห่งการสยบยอม: การเสแสร้งความชอบ ณ คูหาเลือกตั้ง
หัวใจสำคัญของเหตุการณ์ช็อกโลกในคืนวันเลือกตั้งเกิดขึ้นเพราะการแสดงออกในพื้นที่สาธารณะมักไม่ค่อยตรงกับความเชื่อส่วนบุคคล ตีมูร์ คูราน นิยาม “การเสแสร้งความชอบ” ว่าคือการบิดเบือนความปรารถนาหรือความคิดเห็นที่แท้จริงของตนเอง ภายใต้แรงกดดันทางสังคมไม่ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือคิดไปเองก็ตาม
ในการรณรงค์หาเสียงยุคใหม่ การแสดงจุดยืนสนับสนุนพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งมักมาพร้อมกับ “ต้นทุนทางสังคม”
หากพรรค A เป็นผู้กุมวาทกรรมหลักในเชิงวัฒนธรรม ยึดครองพื้นที่โซเชียลมีเดีย หรือประสบความสำเร็จในการสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามดูเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในเชิงศีลธรรมการเห็นต่างในพื้นที่สาธารณะก็จะกลายเป็นเรื่องที่มีต้นทุนสูง(โดนทัวร์ลง โดนยิงเพจ ฯลฯ) ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงหากพูดสิ่งที่คิดออกมา:
การกลั่นแกล้งออนไลน์ (Online harassment) และการถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน
ความเสียหายต่อชื่อเสียง ในสิ่งแวดล้อมการทำงาน
การกระทบกระทั่งและความตึงเครียดทางสังคมในชีวิตประจำวัน
เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนเหล่านี้ ผู้ลงคะแนนจึงปรับตัว ผู้สนับสนุนของพรรคคู่แข่งซ่อนเร้นเจตนาที่แท้จริง พวกเขาพยักหน้าตามในการสนทนา ส่งสัญญาณตามที่สังคมคาดหวัง ตอบโพลด้วยคำตอบที่ฟังดูน่ารับฟัง หรือเลือกที่จะเงียบในโซเชียลมีเดียที่เปิดกว้างและเห็นได้ชัด แต่การเห็นต่างถูกลงโทษอย่างรวดเร็ว ผู้สนับสนุนของพรรค A จะส่งเสียงอย่างกึกก้อง ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเงียบเสียงลง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ตามตำราเรื่อง เกลียวแห่งความเงียบ (Spiral of Silence) ของ เอลิซาเบธ โนเอลเล-นอยมันน์ (Elisabeth Noelle-Neumann)
สิ่งนี้สร้างภาพลวงตาของเสียงส่วนใหญ่เด็ดขาดอันท่วมท้น แต่ความเห็นพ้องต้องกันนี้กลับถูกสร้างขึ้นบนปราสาททราย
ภาวะความเห็นพ้องหลอกตา (False Consensus Effect) - เมื่อผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเสแสร้งความชอบ สิ่งนี้จะสร้าง “ภาวะความเห็นพ้องหลอกตา” ที่ทำให้ทั้งสังคมเข้าใจผิด ว่าทุกคนคิดเหมือนกันหมด เสียงที่ดังกว่าของกลุ่มหนึ่งกลบความเงียบของคนส่วนใหญ่ จนทำให้สื่อมวลชน สำนักโพล และแกนนำพรรคการเมือง หลงเชื่อว่ากระแสดังกล่าวคือเอกฉันท์ ทั้งที่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงความเงียบที่เกิดจากการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ไม่ใช่การยอมรับอย่างแท้จริง
พลังของเสียงเงียบนอกโลกดิจิทัล (The Offline Majority) - ยิ่งไปกว่านั้น ภาพลวงตาบนโซเชียลมีเดียยังมองข้ามคนอีกจำนวนมากที่ไม่ค่อยได้ใช้โซเชียลมีเดีย หรือเลือกที่จะไม่แสดงออกประเด็นทางการเมืองบนโลกดิจิทัลเลย
คนกลุ่มนี้ไม่อยู่ในระบบอัลกอริทึม ไม่ได้ร่วมติดแฮชแท็ก และไม่อยู่ในสายตาของผู้ทำโพลออนไลน์ แต่พวกเขามีตัวตนจริงและมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกันเมื่อถึงวันเลือกตั้ง การประเมินกระแสสังคมโดยพึ่งพาเพียงตัวเลขบนหน้าจอ จึงเป็นการตัดขาดจาก “เสียงส่วนใหญ่ในชีวิตจริง” ที่ไม่ได้ส่งเสียงบนโลกออนไลน์โดยสิ้นเชิง
ทว่า เมื่อผู้ลงคะแนนก้าวเข้าสู่ความโดดเดี่ยวภายในคูหาเลือกตั้ง กลไกทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในทันที ภายใต้ความลับของคูหา ต้นทุนทางสังคมในการแสดงความชอบส่วนตัวจะลดลงเหลือศูนย์ ผู้ลงคะแนนที่ใช้เวลาหลายเดือนแกล้งทำเป็นสนับสนุนพรรค A หรือซ่อนการสนับสนุนพรรคคู่แข่ง หรือเลือกที่จะเงียบ จะกาบัตรเลือกพรรคที่ตนต้องการจริงๆ โดยปราศจากความกลัว ผลลัพธ์ของการถอดหน้ากากอย่างฉับพลันด้วยการลงคะแนนลับนี้เองคือสิ่งที่เปลี่ยนความชอบส่วนตัวที่ถูกซ่อนไว้ ให้กลายเป็นการพลิกล็อกถล่มทลายทางการเมืองที่ไม่คาดคิด...
....บทเรียนสำหรับประชาธิปไตยสมัยใหม่
บทเรียนจากกรอบความคิดของคูรานนั้นชัดเจน: เสียงที่ดังไม่ใช่ความเห็นพ้อง และยอดการมีส่วนร่วมในโซเชียลมีเดียไม่ใช่คะแนนเสียง
ในยุคสมัยที่ความขัดแย้งทางการเมืองเข้มข้นและความโกรธเคืองบนโลกออนไลน์พุ่งสูง แรงกดดันให้ผู้คนต้องเสแสร้งความชอบยิ่งสูงขึ้นกว่าที่เคย
เมื่อสังคมใดลงโทษการเห็นต่างอย่างเปิดเผย(เอาทัวร์ไปลง ยิงเพจ ฯลฯ) สังคมนั้นไม่ได้ขจัดความเห็นต่างให้หมดไป แต่เป็นเพียงการผลักมันให้ลงไปอยู่ใต้ดิน
การเข้าใจเรื่องการเสแสร้งความชอบและการบิดเบือนองค์ความรู้จึงเตือนสติเราว่า ห้องที่เงียบสงบที่สุดในระบอบประชาธิปไตย—นั่นคือคูหาเลือกตั้ง—ยังคงเป็นตัวสร้างความเท่าเทียมที่ทรงพลังและคาดเดาได้ยากที่สุดเสมอ
โพสต์นี้ ให้เจมิไนร่างจากเรื่องที่เกิดขึ้นที่แอสการ์ด พยายามอย่าเอ่ยชื่อพรรคหรือนักการเมืองคนไหนในประเทศไทย ..... เรื่องพวกนี้ทุกพรรคทุกฝ่ายสามารถนำไปศึกษาเรียนรู้ได้ทั้งนั้น แม้จะเป็นเรื่องที่แอสการ์ดก็ตามครับ” – ซิริอุสเป็นเรื่องของดวงดาว
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

