ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชน 73% คาใจคดีฮั้ว สว. มอง กกต. อุ้มการเมือง ดร.แดน แนะ เดินหน้าส่งศาลสอบ-เร่งแจงให้ชัด
เมื่อวันที่ 21 ก.ย.2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ไอเอฟดีโพล: คดีฮั้ว สว. ชี้ 73% คาใจ กกต. อุ้มการเมือง” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,237 ราย สำรวจช่วง 16–18 ก.ย. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ค่าความเชื่อมั่น 95% และค่าคลาดเคลื่อน ±3%
ไอเอฟดีโพล ชี้ ประชาชนถึง 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม โดยตั้งข้อสงสัยเรื่องไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% คำชี้แจงไม่ชัด 20.64% และสองมาตรฐาน 19.42% ขณะที่ความหวังอยู่ที่ศาลและพลังตรวจสอบภาคประชาชน 41.63% และทางออกทางการเมืองคือแก้รัฐธรรมนูญปรับที่มาและบทบาท สว. 27.72%
ผลสำรวจในประเด็น “เชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม” ผลสำรวจพบว่า ประชาชนระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ค่อนข้างเชื่อมั่น 15.04% ไม่ทราบ/ข้อมูลไม่เพียงพอ 8.33% และเชื่อมั่นมาก 3.80% โดยเมื่อรวมผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” และ “ไม่เชื่อมั่นเลย” เท่ากับ 72.83%
ขณะที่ผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” รวม 18.84%
เมื่อเจาะลึกต่อในกลุ่มผู้ตอบ “ค่อนข้างไม่เชื่อมั่น” หรือ “ไม่เชื่อมั่นเลย” (รวม 72.83% 901 ราย) ถึง เหตุผลที่ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ถูกระบุมากที่สุดคือ พิจารณาคดีเป็นรายบุคคล ไม่ขยายผลถึงขบวนการและฝ่ายการเมือง 26.08% รองลงมา ได้แก่ ชี้แจงเหตุผลวินิจฉัยไม่เพียงพอ ไม่ชัดเจน 20.64% สองมาตรฐานในการใช้พยานหลักฐาน ใช้กับบางกลุ่ม แต่ไม่ใช้กับอีกกลุ่ม 19.42% กกต.ใช้ดุลพินิจแทนศาล ทั้งที่ควรส่งพยานหลักฐานทั้งหมดให้ศาลเป็นผู้ไต่สวน 17.98% ตรวจสอบเส้นเงินไม่ถึงที่สุดทาง ไม่สืบสวนขยายผล 12.76% และไม่มีความเห็น 3.12%
ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มผู้ตอบ “เชื่อมั่นมาก” และ “ค่อนข้างเชื่อมั่น” (รวม 18.84% 233 ราย) เมื่อพิจารณา เหตุผลที่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีเลือก สว. อย่างเป็นธรรม พบว่า เหตุผลที่ระบุ ได้แก่ ดำเนินตามหลักฐาน ส่งฟ้องรายที่มีหลักฐานชัด ไม่หว่านแห 35.19% ไม่เอียงตามแรงกดดันตามกระแสการเมือง กลั่นกรองตามกฎหมาย 27.04% บ้านเมืองไม่สะดุด เดินหน้าต่อ โดยเฉพาะพัฒนาเศรษฐกิจ 19.31% ยังตรวจสอบต่อได้ในชั้นศาล หากภายหลังมีหลักฐานใหม่ 9.43% ส่งฟ้อง สว. ถึง 26 คน และเครือข่ายรวม 77 คน 7.73% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 1.30%
ประเด็นสำรวจเรื่อง หลัง กกต. มีมติกรณีฮั้ว สว. คิดว่าทางออกหรือที่พึ่งใด จะทำให้คดีนี้ถูกตรวจสอบถึงที่สุดได้? ผลสำรวจพบว่า ประชาชนเลือก ศาล/กระบวนการไต่สวนและวินิจฉัยพยานหลักฐาน 22.23% ให้สื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชนติดตามตรวจสอบ 19.40% หมดหวัง ไม่มีทางออก/ไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้ 19.16% DSI/ตำรวจ/อัยการ พึ่งคดีฟอกเงิน อาญา และขบวนการจัดตั้ง 14.07% ไม่ทราบ / ไม่มีความเห็น 7.03% ดำเนินการตามกลไกปกติ ไม่ต้องมีมาตรการเพิ่มเติม 6.55% รัฐสภาใช้กลไกตรวจสอบ 6.22% และรวมตัวชุมนุม/ประท้วงอย่างสันติ 5.34%
ส่วนคำถามสุดท้ายในกรณีที่ คดีฮั้ว สว. ยังมีข้อสงสัยสำคัญที่ไม่คลี่คลาย และควรใช้ “ทางออกทางการเมือง” ใด มากที่สุด พบว่า ประชาชนเลือก แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปรับที่มาและบทบาทของ สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบทางการเมืองให้เข้มแข็งและโปร่งใสมากขึ้น 19.73% คงสถานะทางการเมืองเดิม และให้กระบวนการกฎหมายดำเนินต่อไป 16.09% ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ 13.58% ปรับองค์ประกอบรัฐบาล เช่น เปลี่ยนพรรคแกนนำหรือพรรคร่วมรัฐบาล 7.84% จัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ 7.76% และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น 7.28%
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ วิเคราะห์ 7 นัยยะสำคัญจากผลสำรวจความเห็นประชาชน ว่า 1) 73% ไม่เชื่อมั่นความเป็นธรรมของ กกต. — ข้อกังขาลามถึงวิธีใช้อำนาจ ผู้ตอบ 72.83% ไม่เชื่อมั่นว่า กกต. พิจารณากรณีการเลือก สว. อย่างเป็นธรรม แบ่งเป็นไม่เชื่อมั่นเลย 43.65% และค่อนข้างไม่เชื่อมั่น 29.18% ขณะที่ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น 58.04% ตั้งคำถามต่อกระบวนการพิจารณา ทั้งการชี้แจงเหตุผลไม่ชัดเจน 20.64% การใช้พยานหลักฐานสองมาตรฐาน 19.42% และการใช้ดุลพินิจแทนศาล 17.98% สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่เพียงที่ผลมติ แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการที่นำไปสู่มติด้วย
2) 26.08% คาใจว่าการตรวจสอบยังไปไม่ถึงฝ่ายการเมืองและขบวนการ ในกลุ่มผู้ไม่เชื่อมั่น มีผู้ติดใจกรณียังไม่ดำเนินการถึงฝ่ายการเมือง 21 ราย 13.98% และการพิจารณาแยกรายบุคคล ไม่เชื่อมโยงเป็นขบวนการ 12.10% สะท้อนข้อสงสัยว่าการตรวจสอบครอบคลุมความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องทุกระดับเพียงใด
ขณะทีนัยยะที่ 3) 42% หวังพึ่งศาลและภาคประชาชนตรวจสอบ เมื่อรวมสองช่องทาง ผู้ตอบ 41.63% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวน 22.23% และสื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชน 19.40% สะท้อนว่าความคาดหวังต่อการตรวจสอบไม่ได้อยู่ที่ กกต. เพียงองค์กรเดียว แต่กระจายไปทั้งกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบจากภาคสังคม
4) 14% คาดหวัง DSI–ตำรวจ–อัยการเดินหน้าคดีคู่ขนาน ผู้ตอบ 14.07% เลือก DSI ตำรวจ และอัยการเป็นช่องทางตรวจสอบ โดยมองไปถึงมิติอาญา ขบวนการจัดตั้ง และคดีฟอกเงิน สะท้อนความคาดหวังให้การตรวจสอบขยายไปถึงเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงเบื้องหลัง ไม่หยุดเพียงกระบวนการในชั้น กกต.
5) 19% ส่งสัญญาณความหมดหวังต่อระบบตรวจสอบ ผู้ตอบเกือบ 1 ใน 5 หรือ 19.16% ระบุว่า “หมดหวัง ไม่มีทางออก และไม่สามารถตรวจสอบให้ถึงที่สุดได้” สะท้อนความไม่มั่นใจว่ากลไกที่มีอยู่จะพาคดีไปถึงข้อยุติได้หรือไม่ และเป็นสัญญาณที่ต้องจับตาต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในกระบวนการตรวจสอบ
นัยยะที่ 6) 61% เทน้ำหนักให้ 3 ทางออกใหญ่ — แก้รัฐธรรมนูญ ปรับระบบตรวจสอบ และเลือกตั้งใหม่ ผู้ตอบรวม 61.03% เลือกการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปรับที่มา สว. 27.72% ปรับกลไกตรวจสอบให้โปร่งใส 19.73% และยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 13.58% สะท้อนว่าผู้ตอบส่วนหนึ่งมองหาทางออกที่มากกว่าการจัดการคดีเฉพาะหน้า และขยับไปถึงกติกา ระบบตรวจสอบ และโครงสร้างทางการเมือง
และนัยยะที่ 7) 5% เลือกการชุมนุมเป็นทางออก — ต่ำกว่าช่องทางตรวจสอบอื่นชัดเจน มีเพียง 5.34% ที่มองว่าการชุมนุมหรือประท้วงอย่างสันติจะทำให้คดีถูกตรวจสอบถึงที่สุด ต่ำกว่าศาล ภาคประชาชน และหน่วยงานสอบสวน สะท้อนว่าในสถานการณ์นี้ ผู้ตอบให้น้ำหนักกับช่องทางกฎหมายและการตรวจสอบมากกว่าการลงถนน
โดยดร.แดน มี 6 ข้อเสนอแนะคือ 1) กกต. ต้องชี้แจงให้ชัด “ใครถูกดำเนินการ–ใครไม่ถูกดำเนินการ เพราะอะไร” กกต. ควรเปิดสาระสำคัญของเหตุผลและการใช้พยานหลักฐาน พร้อมแยกให้ชัดว่าแต่ละกรณีเป็น “ตรวจแล้วหลักฐานไม่พอ” “ยังตรวจไม่จบ” หรือ “ไม่พบข้อเท็จจริงรองรับ” เพื่อตอบข้อกังขาเรื่องคำชี้แจงและมาตรฐานการใช้พยานหลักฐาน
2) ให้กระบวนการศาลเดินหน้าตรวจสอบตามหลักฐาน กระบวนการไต่สวนควรเดินหน้าอย่างอิสระและรอบด้านตามอำนาจหน้าที่ หากพบข้อเท็จจริงเชื่อมโยงเพิ่มเติม ให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบต่อ สอดคล้องกับผลโพลที่ 22.23% เลือกศาลและกระบวนการไต่สวนเป็นช่องทางตรวจสอบมากที่สุด
3) ให้คดีอาญาและเส้นทางการเงินเดินคู่ขนาน ให้ DSI ตำรวจ และอัยการตรวจสอบตามอำนาจ โดยแยกให้ชัดว่าเรื่องใดเป็น คดีเลือกตั้ง คดีอาญา หรือเส้นทางการเงิน และไม่จำเป็นต้องรอให้กระบวนการหนึ่งสิ้นสุดก่อนจึงเริ่มอีกกระบวนการ เพื่อให้การตรวจสอบเดินหน้าได้ทุกมิติ
4) ระหว่างคดียังไม่จบ วุฒิสภาต้องโปร่งใสเป็นพิเศษ การพิจารณาวาระสำคัญควรเปิดข้อมูล ขั้นตอน และผลการพิจารณาให้ตรวจสอบได้ง่าย ขณะที่กรณีที่อาจมีส่วนได้ส่วนเสียควรมีกระบวนการที่ชัดเจนและเหมาะสม เพราะวุฒิสภามีบทบาททั้งในการกลั่นกรองกฎหมายและให้ความเห็นชอบบุคคลในตำแหน่งสำคัญ
5) ถ้าจะแก้ระบบ สว. ต้องเสนอแบบใหม่ให้ชัด พรรคหรือผู้เสนอแก้รัฐธรรมนูญต้องบอกให้ชัดว่า สว. ควรมาจากไหน มีบทบาทอะไร และตรวจสอบอย่างไร พร้อมเสนอร่างหรือรูปแบบใหม่ให้ประชาชนเห็นและเปรียบเทียบได้ ไม่ใช่พูดกว้าง ๆ เพียงว่า “ปฏิรูป สว.”
และข้อเสนอที่ 6) ทุกพรรค การเมืองต้องเปิดจุดยืนเรื่อง สว. ให้ชัด แต่ละพรรคควรตอบตรง ๆ 3 เรื่อง คือ ที่มา สว. / บทบาท สว. / ระบบตรวจสอบ สว. หากเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ต้องระบุว่า จะแก้มาตราใด เปลี่ยนหลักอะไร และเสนอระบบแบบไหน เพื่อให้ประชาชนเห็นชัดว่าแต่ละพรรคจะคงอะไร เปลี่ยนอะไร และเปลี่ยนไปในทิศทางใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

