หมุนตามทุน : 23 กันยายน 2569

บีโอไอ-ตลท.-กลต.ผนึกกำลัง ดึง10 อุตสาหกรรมอนาคตเข้าตลาดหุ้น
** สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( กลต.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการระดมทุนของผู้ประกอบการเป้าหมาย โครงการ BOI to IPO เปิดบัญชีซื้อขายหุ้น 10 อุตสาหกรรม New Economy ส่งเสริมผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าว ให้เติบโตและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดย ธุรกิจ New Economy ครอบคลุม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยานยนต์สมัยใหม่ การบินและโลจิสติกส์ ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทานโลก และการแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ Investment-led Growth โดยใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างศักยภาพการเติบโตใหม่ให้ประเทศ ซึ่งเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้การลงทุนเหล่านั้นสร้าง “คุณค่า” ให้กับประเทศไทย ทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาในประเทศ การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาคนไทย และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสมัยใหม่
สำหรับ BOI to IPO จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุน เพื่อให้กิจการ ในกลุ่ม New Economy ที่เข้ามาลงทุนและสร้างฐานธุรกิจในประเทศไทยสามารถเติบโตและขยายกิจการ จากประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมเงินทุนในระบบเศรษฐกิจไทยไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ และทำให้โครงสร้างของตลาดทุนไทยสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ของประเทศมากขึ้น
นอกจากนี้ “BOI to IPO” ไม่ใช่เพียงมาตรการเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าถึงตลาดทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่จะทำให้การลงทุนสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว เราไม่ต้องการเพียงดึงบริษัทเทคโนโลยีหรือ New Economy เข้ามาตั้งฐานในประเทศไทย แต่ต้องการให้บริษัทเหล่านี้เติบโต ขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรจากประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น เมื่อการส่งเสริมการลงทุนและตลาดทุนเดินไปในทิศทางเดียวกัน การลงทุนจะไม่จบลงเพียงการตั้งโรงงานหรือการเริ่มต้นโครงการ แต่จะสามารถต่อยอดเป็นการเติบโตของธุรกิจและความสามารถใหม่ของประเทศได้ในระยะยาว
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า มาตรการ BOI to IPO คือกลไกเชื่อมนโยบายส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทย เปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามามีส่วนร่วมและถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง
โดยที่ผ่านมาบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนและตั้งฐานการผลิต ก่อนจะเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ. แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการ BOI to IPO จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ให้สามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมทั้งใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจออกสู่ตลาดโลกด้วย ทั้งนี้ บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากที่ได้รับอยู่เดิม โดยบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อน 50 % เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50 % เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ BOI to IPO นับเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยดึงดูดให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสูงเข้าถึงตลาดทุน โดยเชื่อมโยงกลไกการส่งเสริมการลงทุนเข้ากับตลาดทุนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้ นับเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการผลักดันให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม New Economy หันมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์การรับหลักทรัพย์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเข้าจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตามรายละเอียดที่กำหนด ใน
ขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. ได้อยู่ระหว่างการทดลองปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความกระชับและใช้ระยะเวลาสั้นลง
ด้านนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ความร่วมมือภายใต้โครงการ BOI to IPO จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สามารถเตรียมความพร้อมและเข้าถึงตลาดทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ก.ล.ต. พร้อมทำงานร่วมกับ BOI และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการปรับปรุงกระบวนการและแนวทางพิจารณา IPO ให้กระชับและรวดเร็วขึ้น สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน ตลอดจนส่งเสริมความพร้อมของผู้ประกอบการและผู้ที่เกี่ยวข้องในการยกระดับการควบคุมภายในของกิจการ เพื่อให้บริษัทที่มีคุณภาพสามารถเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมโดยคำนึงถึงการคุ้มครองผู้ลงทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย
** กระบองเพชร**

