วิกฤตซ้ำซ้อน! เด็กไทยเกิดน้อย ปัจจัยเสี่ยงยังระบาด ปี’68 เด็กและเยาวชนเข้าบำบัดกว่า 5 หมื่นราย เสี่ยงจิตเวชพุ่ง

เครือข่ายเยาวชนฯ ยื่น 5 ข้อ ชงคุมเข้มยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาขอบคุณภาครัฐยกระดับ "สภาเด็กและเยาวชน" นั่งบอร์ดควบคุมเหล้า หวังดึงพลังเจนใหม่สู้ปัญหาสุขภาพ-ความรุนแรง ขณะที่ “ทรงศักดิ์’”รับข้อเสนอ พร้อมหนุนการกระจายงบฯ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์เด็กเยาวชนเข้าถึง เดินหน้ากฎหมายคุมกัญชาเพื่อการแพทย์ แบนบุหรี่ไฟฟ้า ดันเพิ่มโทษผู้ค้ายา ดึงผู้ป่วยเข้าสู่การบำบัดให้มากที่สุด
วิกฤตซ้ำซ้อน เด็กไทยเกิดน้อย ปัจจัยเสี่ยงยังระบาด! ปี 68 เด็กและเยาวชนเข้าบำบัดกว่า 5หมื่นราย เสี่ยงจิตเวชพุ่ง เครือข่ายเยาวชนฯ ยื่น 5 ข้อ ชงคุมเข้มยาเสพติด-บุหรี่ไฟฟ้า-กัญชาขอบคุณภาครัฐยกระดับ "สภาเด็กและเยาวชน" นั่งบอร์ดควบคุมเหล้า หวังดึงพลังเจนใหม่สู้ปัญหาสุขภาพ-ความรุนแรง ขณะที่ “ทรงศักดิ์’”รับข้อเสนอ พร้อมหนุนการกระจายงบฯ เปิดพื้นที่สร้างสรรค์เด็กเยาวชนเข้าถึง เดินหน้ากฎหมายคุมกัญชาเพื่อการแพทย์ แบนบุหรี่ไฟฟ้า ดันเพิ่มโทษผู้ค้ายา ดึงผู้ป่วยเข้าสู่การบำบัดให้มากที่สุด
วันที่ 22 กันยายน 2569 - สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง เครือข่ายเยาวชน YSDN เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเครือข่ายเยาวชนชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง เข้ายื่นหนังสือถึงนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งข้อเสนอด้านการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากอบายมุขเนื่องในโอกาสช่วงวันเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2569
นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงาน ขสย. กล่าวว่า ประเทศ ไทยเผชิญวิกฤตเด็กเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี โดยปี 2568 มีเด็กเกิด 4.1 แสนคน ขณะที่ผู้เสียชีวิต 5.59 แสนคน ส่งผลให้ดุลประชากรติดลบ เข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบกระทบต่อฐานภาษีและสร้างภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ในขณะที่สังคมไทยยังมีปัญหาการแพร่ระบาดของปัจจัยเสี่ยง โดยสถานการณ์ยาเสพติด ข้อมูลจากฐานผู้ป่วยในโรงพยาบาลธัญญารักษ์ สงขลา ปี 2564-2568 พบเด็กนอกระบบการศึกษาอายุต่ำกว่า 18 ปี มีประวัติใช้ยาเสพติดถึง 4 ใน 10 คน และมักใช้หลายชนิดผสมกัน เยาวชนส่วนใหญ่เริ่มใช้ยาเสพติดครั้งแรกช่วงอายุ 13–15 ปี แต่เข้าสู่กระบวนการบำบัดล่าช้า ส่วนใหญ่เข้าบำบัดตอนอายุ 18–24 ปี 66-68 % ทั้งนี้การที่เด็กเข้าบำบัดช้าทำให้เสี่ยงต่อการติดเรื้อรังและเกิดโรคร่วมทางจิตเวช เฉพาะปี 2568 มีผู้เข้าบำบัดยาเสพติด 2.5 แสนคน เพิ่มขึ้น 29.56 % เป็นเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 25 ปีกว่า 5 หมื่นคน คิดเป็น 20 % และมีแนวโน้มเป็นโรคร่วมทางจิตเวชเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายธีรภัทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหากัญชามีเด็กและเยาวชนเข้ารับการบำบัด 5,551 คน คิดเป็น 11.16 % และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่ง 3 ใน 4 เป็นผู้เข้ารับการบำบัดรายใหม่ ส่วนกระท่อมมีเด็ก เยาวชนต่ำกว่า 25 ปี เข้าบำบัด 1,830 คน ทั้งนี้ยังพบพฤติกรรมการนำกระท่อม และกัญชามาใช้ผสมสารเสพติดชนิดอื่นมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิต ขณะที่ บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้สารเสพติดชนิดอื่น โดยเฉพาะความเสี่ยงนำไปสู่การใช้กัญชาสูงกว่าคนไม่สูบถึง 19 เท่า ทั้งนี้ปัจจุบันยัง มีการลักลอบจำหน่ายพอต หรือหัวน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า ผสมสารหรือยาเสพติดหลายชนิด ผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเข้าถึงสารและยาเสพติดของเด็กและเยาวชนง่ายขึ้น

ด้านนางสาวปาลิณี ต่างสี ผู้ประสานงานเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง กล่าวว่า ข้อมูลจากสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นนักดื่มสูงถึง 20 ล้านคน โดยเป็นเยาวชนอายุ 20–24 ปี มากถึง 37.8% และอายุ 15–19 ปี 9.6% ที่น่ากังวลคือ ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า เยาวชนที่ก่อคดีและเข้าสถานพินิจฯ ถึง 40.8% ก่อเหตุขณะดื่มหรือหลังดื่มไม่เกิน 5 ชั่วโมง นอกจากนี้ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นก่อให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว จากปัญหาดังกล่าว พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (มาตรา 18 (4) และ 19 (4)) จึงกำหนดให้ผู้แทนสภาเด็กฯ กรุงเทพฯ และระดับจังหวัด เป็นคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อร่วมป้องกันผลกระทบ ลดจำนวนนักดื่มหน้าใหม่ สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติฯ และ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ที่มุ่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ส่งเสริมสิทธิขั้นพื้นฐาน และเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมพัฒนาสังคมอย่างจริงจัง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องที่ดีและต้องขอบคุณภาครัฐที่ให้ความสำคัญกับเยาวชน
ด้านนายอัครพล แสงอรุณ รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และประธานสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ทางเครือข่ายจึงมีจุดยืนและข้อเสนอต่อรองนายกฯ ดังนี้ 1. เครือข่ายสนับสนุนนโยบายปราบปรามยาเสพติด การป้องกันและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเข้าถึงรวมถึงจัดการขั้นเด็ดขาดกับสถานบริการ ร้านเหล้าที่เปิดให้เด็กและเยาวชนเข้าใช้บริการและมียาเสพติด 2. ขอให้รัฐบาลคงไว้ซึ่งกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 3. ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา ที่มุ่งใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และปกป้องการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน 4.ขอให้รัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ สนับสนุนการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ พื้นที่ทำกิจกรรมให้เด็กและเยาวชน เพื่อช่วงชิงเวลาในการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์มากกว่าการเสียเวลาไปกับอบายมุข 5. ขอให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันปัจจัยเสี่ยงที่เข้าจะถึงเด็กและเยาวชนทุกรูปแบบ

ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังว่า ขอชื่นชมพวกเราและเป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากๆที่น้องๆมากันในวันนี้ การบริหารบ้านเมืองก็ต้องสร้างการมีส่วนร่วมกันแบบนี้ จากที่รับฟังข้อมูลมา เรามีความคิดร่วมกันเกี่ยวกับการบำบัดผู้ติดยาเสพติด โดยมองว่าผู้เสพคือผู้ป่วย เพราะจากที่รับฟังข้อมูล การเวียนกลับเข้ารับการบำบัดมีราว 70% ส่วนที่ไม่มาราว 30% อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับความจริงว่า วิธีการบำบัดผู้ติดยาตอนนี้อาจจะยังทำได้ไม่เต็มที่ แน่นอนว่ายังต้องมีการบำบัดต่อไป แต่จะทำอย่างไรไม่ให้มียาเสพติด เพราะที่เข้ามาในประเทศราคาราวๆ 15-20 บาท ถือว่าราคาถูกทำให้เกิดการเข้าถึงได้มาก กลายเป็นวนลูป ดังนั้นสิ่งที่เราคิดกันอยู่คือต้องเพิ่มโทษให้หนักขึ้นหรือไม่ ซึ่งในฟากการเมืองที่มีการคุยกันอยู่ เพื่อให้คนไม่กล้านำยาเสพติดเข้ามา เพราะถ้าพูดกันตรงๆ วันนี้ โทษเบาเลยไม่กลัวกัน
นายทรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ขอให้มีการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ตนเห็นด้วย ซึ่งจริงๆ ตนเห็นด้วย ในฐานะที่ตนกำกับดูแล สสส. ได้รับงบประมาณจากภาษีสุรา ยาสูบ กำลังให้ที่ปรึกษาคิดองค์ประกอบการกระจายงบฯ ไปถึงระดับจังหวัดให้มากขึ้นด้วย อาจมีผู้ว่าฯ เป็นประธาน และมีหน่วยงาน รวมถึงสภาเด็กร่วมพิจารณาด้วย นอกจากนี้ยังมีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงกัญชาที่ผ่านมาเราก็มีความกังวลใจ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าตรงนี้มีทั้งประโยชน์และโทษ ซึ่ง ครม. พึ่งมีมติวันนี้ให้ออกกฎหมายเป็นพระราชบัญญัติมาควบคุมให้ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ก็ตรงกับข้อเสนอของพวกเรา จะมีการเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาต่อไป สุดท้ายเราต้องร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจ และปลุกจิตสำนึกของประชาชน ขอย้ำว่าข้อเรียกร้องที่เครือข่ายส่งมานี้ ข้อไหนที่เราทำได้ก็จะทำให้เลย ส่วนเรื่องไหนเป็นภารกิจของหน่วยงานอื่นเราก็จะส่งต่อให้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

