ตีปี๊บสนั่นสภา! ชาวอยุธยาบุกร้อง กมธ. ซัดรัฐบาล-กรมชลฯ ปล่อยจมน้ำ จี้ 6 ข้อเร่งระบายน้ำด่วน
23 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายเจษฎา ดนตรีเสนาะ สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คนที่สาม สภาผู้แทนราษฎร และ นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.อยุธยา เขต 1 รับหนังสือร้องเรียนจากนายสันติ โฉมยง ตัวแทนเครือข่ายติดตามปัญหาน้ำท่วมบางบาลเสนาผักไห่ จ.ดพระนครศรีอยุธยา และคณะ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนและการเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาอย่างรวดเร็วส่งผลให้น้ำเริ่มท่วมหนักในพื้นที่

นายทวิวงศ์ ได้ยก 2 ประเด็นปัญหาที่รัฐละเลยคือ ละเลยการเตรียมการรับมือฝนตกหนักล่าช้าไม่ทันการ และการแจ้งเตือนอย่างกระชั้นชิด และเสนอแนะ 2 ข้อเรียกร้องในการเร่งรัดดำเนินการ เรียกร้องคือการระบายน้ำเข้าทุ่งกับดูแลประชาชนในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ พร้อมเสนอให้ระบายน้ำไปยังทุ่งรับน้ำในพื้นที่จังหวัดเหนือพระนครศรีอยุธยาด้วย เช่น จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ขณะเดียวกันจี้ภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรให้ทันท่วงที และสะท้อนว่าชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำน้อยและคลองบางหลวง ได้รับผลกระทบมากที่สุด ในพื้นที่ อ.เสนา อ.ผักไห่ อ.บางบาล ชี้ว่าสิ่งที่ช่วยเหลือได้คือการระบายน้ำเข้าสู่คลองชลประทาน โดยเปรียบเทียบว่าการรับมือเตรียมการเมื่อเทียบกับปี 68 ว่าแทบไม่แตกต่างกัน และเรียกร้องให้เตรียมศูนย์พักพิงให้มีมาตรฐานรองรับการดูแลประชาชน
“ฝากไปถึงคุณอนุทิน ชาญวีนกูล นายกรัฐมนตรีบอก คุณอนุทิน รมว.มหาดไทย ว่าการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่การเตรียมศูนย์พักพิง ที่มีมาตรฐาน ให้ท้องที่โดยผู้ว่าราชการจังหวัด และท้องถิ่นโดย อบจ. อบต. เทศบาล รีบจัดการศูนย์พักพิงให้มีความพร้อมสะดวกสบาย และห้องน้ำสุขาต้องรองรับประชาชนได้ มีลานอเนกประสงค์ นำข้าวของมาใช้ได้และเลิกอ้างว่ามีศูนย์พักพิงเท่าไหร่แต่พี่น้องประชาชนไม่ยอมออกมาอยู่” นายทวิวงศ์ กล่าว

นายปุ้ย แสงนาค ตัวแทนประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา ได้ตีปี๊บก่อนจะเสียงดังและกล่าวว่า รัฐบาลโว้ย กรมชลฯโว้ย รู้หรือยังว่าอยุธยาน้ำท่วมแล้ว รัฐบาลพูดมาตลอดว่าไม่มีน้ำ น้ำน้อย น้ำจะไม่ท่วมอยุธยา แต่ตอนนี้เป็นอย่างไร ประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสจากการระบายน้ำ น้ำท่วมทุกปีและยังบริหารเหมือนเดิม เพิ่มเติมแต่งบประมาณที่ไม่ถึงมือชาวบ้าน พร้อมเรียกร้องให้นำเครื่องผลักดันน้ำไปยังพื้นที่เกิดอุทกภัยแม่น้ำน้อย จุดสะพานสวนผัก จุดสะพานวัดบ้านพาส์น ควบคุมดูแลรับผิดชอบทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ
นายปุ้ย กล่าวต่อว่า เมื่อปีที่แล้ว นายนุทิน ชาญวีรกูล ให้คำมั่นว่าจะหางบประมาณช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในฐานะพื้นที่รับน้ำ แต่ผ่านมา1 ปี จนน้ำจะท่วมอีกรอบนายกรัฐมนตรียังไม่รักษาคำพูดที่วาจาไว้ แต่ชาวนากับได้สิ่งตอบแทนคือหนี้นับ 100,000 บาท บางคนเป็นหนี้ถึงขั้นล้มละลาย เดินหน้าชีวิตต่อไม่ได้ ใครจะรับผิดชอบ ก่อนที่จะชี้แจงว่านำปี๊บมาให้นายประดิษฐ์ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็น สส.ในพื้นที่ ที่เป็นตัวแทนรัฐบาลจี้บอกว่าปีนี้น้ำจะแล้ง และปีนี้น้ำจะท่วม จึงนำปี๊บมาให้เผื่อจำเป็นต้องใช้เพราะขณะนี้ชาวบ้านรุมประณาม
"หากรัฐบาลทำได้ภายใน 7 วัน จะไม่โดนข้อหาว่าใช้ชีวิตชาวบ้านอยุธยาเป็นตัวประกันในการหาผลประโยชน์ ในการหาผลประโยชน์ในการใช้งบประมาณ ในการเป็นข้ออ้างสร้างโครงการโน้นโครงการนี้ ผมคนอยุธยาอุตส่าห์เลือกพรรครัฐบาลมาทั้งจังหวัด ก็แอบหวังว่าจะดีขึ้น แต่ปัจจุบันมันแย่กว่าเก่า ไม่เคยเห็นปีไหนแย่กว่าปีนี้" นายปุ้ย กล่าว
โดยนายเจษฎา กล่าวว่า ในฐานะ กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จะรับเรื่องไปผลักดันแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งที่ จ.ปทุมธานี ก็ได้รับผลกระทบเพราะในบางจุดมีน้ำท่วมแล้ว จึงเรียกร้องไปยังรัฐบาล 6 ข้อ เพื่อเป็นแนวทาง แจ้งเตือนประชาชน-ตั้งศูนย์บัญชาการน้ำ ดังนี้ 1.ประเมินและแจ้งสถานการณ์ล่วงหน้า หากคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักหรือจำเป็นต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในระดับสูง ควรแจ้งประชาชนให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ 2.แจ้งแผนบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องระบายน้ำในปริมาณมาก พร้อมชี้แจงแนวทางดูแลประชาชนพื้นที่ปลายน้ำและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก
3.แจ้งเตือนระดับน้ำและช่วงเวลาที่น้ำจะถึงพื้นที่ โดยระบุให้ชัดเจนว่าน้ำที่ระบายจากต้นทางจะเดินทางถึงแต่ละพื้นที่เมื่อใด และจะส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณเท่าใด เพื่อให้ประชาชนสามารถยกสิ่งของและเตรียมบ้านเรือนได้อย่างเหมาะสม ลดภาระการยกของและทำความสะอาดซ้ำหลายรอบ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุหรือไม่มีแรงงาน 4.จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์น้ำ หากสถานการณ์มีความรุนแรง เพื่อเป็นวอร์รูมติดตามและบริหารจัดการน้ำในภาพรวม เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและต้องบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกันทุกพื้นที่
5.จัดโต๊ะแถลงข่าวและสื่อสารข้อมูลจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น การคาดการณ์ และมาตรการที่รัฐบาลจะดำเนินการ 6.ขึ้นทะเบียนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม ในทุกจังหวัดหรือพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

