แวดวงการเงิน ประจำวันที่ 24 กันยายน 2569


** เมื่อเกิดวิกฤต “ราคาน้ำมัน”คราใด ไม่ใช่แค่ประชาชนที่ “ซวย”...กรมสรรพสามิต...ก็พลอยโดนฟ้าโดนฝนกับเขาไปด้วยเช่นกัน...เพราะเมื่อรัฐบาลคิดอะไรไม่ออกก็จะบอกว่า “เดี๋ยวจะลดภาษีน้ำมัน”...คราวล่าสุดเมื่อปี 2565 กรมสรรพสามิตก็ต้องสูญเสียรายได้จากภาษีน้ำมันไปร่วมหมื่นล้านบาท...แต่เมื่อต้นปี 2569 แม้ว่า “ตะวันออกกลาง”จะยิงกันสนั่นแต่รัฐบาลใจแข็งไม่หั่นภาษีมาช่วย กลับหันไปใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน...แต่ล่าสุดเหมือน ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต...จะต้องเอามือปาดเหงื่อกุมหน้าอกลุ้นหนักอยู่...เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้รัฐลดภาษีน้ำมัน “ตะวันออกกลางยิงกันหนักขึ้น”ซ้ำขยายวงการสู้รบกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันของตลาดโลกถึง 2 ช่องทางหลัก…ทำให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล...เป้าใหญ่ที่มีการเรียกร้องคือ “น้ำมันดีเซล” โดยให้เหตุผลว่าเพื่อลดต้นทุนให้ภาคเศรษฐกิจทั้งระบบ...!! ประเทศไทยใช้น้ำมันดีเซลมากที่สุด ภาษีก็เก็บจากน้ำมันดีเซลได้มากที่สุด...โดนตัวนี้เข้าไป...อธิบดีกรมสรรพสามิต...ก็มึนตึ้บสิคร๊าบ...ยิ่งได้รับเป้ารายได้ปีงบประมาณ 2570 มาถึง 6.1 แสนล้านบาท...มากกวาปีก่อนตั้งเยอะ...หากถูกเฉือนภาษีน้ำมันดีเซล...ดร.พรชัย...จะวิ่งไปแงะจากกระปุกไหนมาส่งคลังล่ะครับพี่น้อง...!! ยังดีนะที่......ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...แกเป็น “คนคลัง”มาก่อน...ซ้ำยังเคยนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตด้วย...ก็เลยออกมาแตะเบรกกระแสเรียกร้องนี้ไว้ระดับหนึ่ง...โดยแกบอกว่า...“ที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้นำมาตรการลดภาษีสรรพสามิตมาใช้ เพราะหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง ขณะที่รายจ่ายยังคงสูง ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยอยู่ดี…และหากจำเป็นต้องนำภาษีสรรพสามิตมาใช้ รัฐบาลพิจารณาเงื่อนไขให้มุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันในบางประเภท เช่น E20 และ B20 ถึงน้ำมันทั้งสองประเภทมีส่วนผสมของเอทานอล(ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง)และไบโอดีเซล(ปาล์มน้ำมัน)สูง เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง…และยังย้ำอีกว่า...การดำเนินนโยบายต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายน ประเทศไทยมีวงเงินกู้คงเหลือ (Fiscal Room) อยู่อย่างจำกัดเพียงประมาณ 10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น หากดำเนินมาตรการลดภาษีโดยไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังและก่อให้เกิดวิกฤตทางการคลังหรือวิกฤตซ้อนวิกฤตขึ้นได้”...!! ในช่วงนี้กรมสรรพสามิต...ก็พอจะหายใจได้ทั่วท้องไปก่อน...แต่หลังจากนี้หากมีชาวบ้านไปร้องกับนายกรัฐมนตรีว่า “รวยไม่ไหวแล้วโว๊ย กี่โมง ??”...เงินจะจ่ายค่าน้ำมันยังไม่พอ....เมื่อนั้นแหล่ะ...เตรียมตัวได้เลยครับ...ท่านพรชัย...**
** อนันตเดช พงษ์พันธุ์ **
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

