คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘พรรคส้ม’ เล่นลิเก 2 มาตรฐาน
เมื่อวันที่ 23 กันยายนวานนี้ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย “ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ”รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวที่รัฐาสภา ว่าในวันที่ 25 กันยายนพรุ่งนี้ จะยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ไต่สวนดำเนินคดีกับ กกต. กรณีที่มีมติเสียงข้างมากเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา“คดีฮั้วเลือก สว.”เพียงแค่ 77 คน
“เท้ง-ณัฐพงษ์” อ้างเหตุผลว่า พรรคประชาชนเห็นว่า มติของ กกต. เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ เช่น รัฐธรรมนูญมาตรา 234, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172, พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157
สรุปก็คือ มี 2 ประเด็นที่เป็นมูลเหตุให้พรรคประชาชนต้องยื่นฟ้อง กกต.ต่อ ป.ป.ช. คือประเด็นแรก มติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่ง“เท้ง-ณัฐพงษ์”ชี้ว่า“กกต.พยายามแถลงพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องเห็นอยู่ว่า มีการทำเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อีกทั้ง กกต. ยังเพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่งขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต. เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต. เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต. กลับละเลย รวมถึงกกต. อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา เพื่อตัดตอนคดี เป็นการเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่”
อีกประเด็นหนึ่ง ที่“เท้ง-ณัฐพงษ์”ระบุจากการแถลงครั้งนี้ “การดำเนินการของ กกต.ก่อนการลงมติ มีข้อพิรุธที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้น คือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่า ใครถูกหรือใครผิด ผมคิดว่าสาระสำคัญ คือ ป.ป.ช. ควรที่จะเห็นได้เหมือนที่เราเห็น”
หากย้อนดูในอดีต พรรคประชาชน หรือพรรคสีส้ม ไม่เคยให้การยอมรับ ป.ป.ช. และด้อยค่าองค์กรนี้มาโดยตลอด ว่าเป็นองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 เกี่ยวกับกระบวนสรรหาคณะกรรมการที่ไม่ได้ยึดโยงหรือตรวจสอบได้โดยตรงจากประชาชน จึงทำให้มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในความเป็นเป็นอิสระของการใช้อำนาจ ซึ่งก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าทำไมถึงยื่นกรณี“ฮั้วเลือก สว.”ให้ ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวนดำเนินคดีกับ กกต.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ ในปี 2568 พรรคประชาชนเปิดอภิปรายไม่ไว่วางใจ“แพทองธาร ชินวัตร”นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว โดยพุ่งเป้าไปที่การทำ“นิติกรรมอำพราง”ของ“แพทองธาร” กรณีใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ“ตั๋ว P/N” จำนวน 9 ฉบับ โดยที่ไม่มีการกำหนดการชำระเงิน และไม่มีดอกเบี้ย อันเป็นการสร้างกระบวนการเพื่อให้เห็นว่า เป็นการซื้อหุ้นจากคนในครอบครัวและเครือญาติ โดยมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงชำระภาษีการ“รับ-ให้”
ประเด็นนี้ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” สส.บัญชีรายชื่อ และเป็น“ตัวตึง”ของพรรคประชาชนในขณะนั้น ได้อภิปรายแฉกลางสภาฯ ว่า“แพทองธาร ชินวัตร” ไม่ยอมจ่ายภาษีการ“รับ-ให้”อย่างตรงไปตรงมา แต่กลับใช้ช่องว่างทางกฎหมายโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ“‘ตั๋ว P/N”เพื่อซื้อเชื่อหุ้นจากเครือญาติ ทั้งจากพี่สาวคือ“พินทองทา ชินวัตร”, พี่ชายคือ“พานทองแท้ ชินวัตร” รวมทั้ง“บรรณพจน์ ดามาพงศ์”ผู้เป็นลุงและ“คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์” มารดา รวมหนี้สินทั้งหมด 4.43 พันล้านบาท
การทำ“นิติกรรมอำพราง”จาการใช้ “ตั๋ว P/N”ของ “แพทองธาร ชินวัตร” ในการซื้อเชื่อหุ้นจากเครือญาติ ทั้งพี่สาว พี่ชาย ลุง และมารดา ด้วยวงเงิน 4.43 พันล้านบาท นั้น ทำให้รัฐขาดรายได้จากการไม่จ่ายภาษีเป็นเงินกว่า 218 ล้านบาท
ภายหลังการลงมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่ง“แพทองธาร ชินวัตร”ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนไว้วางใจอย่างท่วมท้น 319 เสียงต่อ 162 เสียง ปรากฏว่าแทนที่พรรคประชาชนจะดำเนินการต่อ ด้วยการยื่นหลักฐานข้อเท็จจริงที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางให้ ป.ป.ช.ไต่สวนดำเนินคดีอาญากับ“แพทองธาร” เหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล“ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร”เกี่ยวกับคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ในปี 2555 จนทำให้นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ติดคุกมาแล้ว และรวมทั้ง“ยิ่งลักษณ์”ที่ปัจจุบันนี้ก็ยัง“หนีการติดคุก”โดยมีโทษจำคุกติดตัว 5 ปี
แต่สำหรับกรณี“ตั๋ว P/N”ของ “แพทองธาร ชินวัตร” สิ่งที่พรรคประชาชนดำเนินการต่อหลังเสร็จสิ้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็คือ มอบหมายให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร “เล่นลิเก”เสมือนตบตาประชาชนเพื่อ“อำพรางพฤติกรรมซูเอี๋ย”กับพรรคเพื่อไทย ภายใต้วาทกรรม“ยุทธการโรยเกลือหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ” ด้วยการไปยื่นเรื่องให้กรมสรรพากร ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายพิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ของพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น ให้ตรวจสอบ”แพทองธาร” ว่าการใช้“ตั๋ว P/N”ในการซื้อหุ้น เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง อันเป็นการหลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ผิดกฎหมายเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการ“รับ-ให้”หรือไม่
ผลสุดท้ายจนถึงวันนี้ จากรัฐบาล“แพทองธาร ชินวัตร”มาจนถึง“รัฐบาลอนุทิน 2” กระบวนการตรวจสอบของกรมสรรพากรเกี่ยวกับ“ตั๋ว P/N” ของ“แพทองธาร” ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จะเรียกว่าถูก“ฆ่าตัดตอน”โดยมีพรรคประชาชนเป็น“สารตั้งต้น”ก็ไม่ผิดนัก
ดังนั้น การยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช.ไต่สวนดำเนินคดีกับ กกต. กรณี“ฮั้วเลือก สว.”ของพรรคประชาชนในครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากการ“เล่นลิเก”แบบ “2 มาตรฐาน” !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

