เทียบชัดๆ 54 vs ปัจจุบัน "ดร.ธรณ์" กางข้อมูลชัด ยันโอกาสเกิดน้ำท่วมใหญ่แทบเป็นไปไม่ได้

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อพูดคุยและอธิบายสถานการณ์สภาพอากาศที่กำลังเป็นที่จับตามองของสังคมในขณะนี้ รวมถึงได้อธิบายเรื่องของการในท่วมไว้ดังนี้

โอกาสเกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 แทบเป็นไปไม่ได้
ประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสนใจและตั้งคำถามกันมากที่สุดคือ สถานการณ์น้ำในปีนี้จะรุนแรงจนเกิดอุทกภัยหนักเหมือนในปี 2554 หรือไม่ ผศ.ดร.ธรณ์ ได้ให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า "แทบจะเป็นไปไม่ได้" โดยได้เปรียบเทียบปัจจัยทางสภาพอากาศให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2554 ประเทศไทยเผชิญกับปรากฏการณ์ลานีญา ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกเร็วกว่าปกติและตกหนักตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเมษายน โดยมีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า แต่สำหรับปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในสภาวะเอลนีโญและกำลังก้าวเข้าสู่ซูเปอร์เอลนีโญ
นอกจากนี้ ในปี 2554 ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุหมุนเขตร้อน ทั้งพายุดีเปรสชัน พายุโซนร้อน และไต้ฝุ่น พัดพาดผ่านเข้ามาถึง 5 ลูก ในขณะที่ปีนี้ยังไม่มีพายุหมุนเขตร้อนที่พัดเข้ามาส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทยเลยแม้แต่ลูกเดียว ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นผ่านข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมจาก GISTDA อย่างชัดเจน โดยในเดือนสิงหาคมปี 2554 มีพื้นที่น้ำท่วมสูงถึง 5,700,000 ไร่ แต่ในเดือนสิงหาคมของปีนี้ มีพื้นที่น้ำท่วมน้อยกว่าถึงสิบกว่าเท่า คือยังไม่ถึง 400,000 ไร่ ดังนั้น ภาพจำของมหาอุทกภัยที่น้ำค่อยๆ ไหลบ่าท่วมไล่มาทีละจังหวัดจนเกือบถึงกรุงเทพมหานครในช่วงปลายเดือนกันยายนเหมือนปี 2554 จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้

ภาวะโลกร้อนกับปรากฏการณ์ "เรนบอมบ์" (Rain Bomb)
สำหรับลักษณะของฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงนี้ ผศ.ดร.ธรณ์ อธิบายว่าเป็นช่วงฤดูฝนปกติตามฤดูกาล ซึ่งเดือนกันยายนและตุลาคมจะเป็นช่วงที่มีฝนตกชุกที่สุดของปีอยู่แล้ว แม้จะอยู่ในสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ แต่รูปแบบการตกของฝนในยุคปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้น โดยมักจะตกลงมาแบบเฉพาะจุดหรือที่เรียกว่า "เรนบอมบ์" (Rain Bomb) ซึ่งอาจมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 100-200 มิลลิเมตรในจุดเดียว
สาเหตุหลักมาจากภาวะโลกร้อนและสภาวะเอลนีโญที่ทำให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการระเหยของน้ำทะเลในปริมาณมาก เมื่ออุณหภูมิความร้อนเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ไอน้ำในชั้นบรรยากาศจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เมฆฝนอุ้มน้ำไว้มากกว่าปกติ เมื่อฝนตกลงมาจึงตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่แคบๆ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน หรือเกิดปัญหาน้ำรอการระบายในหลายพื้นที่
พื้นที่สุ่มเสี่ยงและการเฝ้าระวัง
การเกิดฝนตกหนักเฉพาะจุดส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ ยกตัวอย่างเช่น เมืองพัทยา ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะและมีสันทรายกั้น ทำให้มักประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันและรถจมน้ำอยู่เป็นประจำทุกปีเมื่อเกิดฝนตกหนัก เช่นเดียวกับหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่มีลักษณะเป็นแอ่งและระบายน้ำได้ยาก เมื่อเจอฝนตกลงมาอย่างหนักก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังปริมาณ "น้ำท่า" หรือน้ำที่ไหลบ่ามาตามแม่น้ำลำคลอง ซึ่งในขณะนี้มีปริมาณค่อนข้างมากและกำลังไหลผ่านพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปราจีนบุรี
การติดตามสภาพอากาศและการเตรียมความพร้อม
ปัจจุบันมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และพื้นที่โดยรอบกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้ในช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ กรุงเทพมหานครอาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักเป็นจุดๆ ซึ่งอาจทำให้มีน้ำรอการระบายสูงจนท่วมทางเท้าหรือเข้าบ้านเรือนได้ อย่างไรก็ตาม ความแปรปรวนของสภาพอากาศทำให้ไม่สามารถระบุพิกัดหรือเวลาที่ฝนจะตกหนักแบบเรนบอมบ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำในระยะยาว
ผศ.ดร.ธรณ์ จึงให้คำแนะนำว่า ประชาชนควรใช้แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศที่เชื่อถือได้ เช่น windy.com และแอปพลิเคชันของไทยอย่าง thaiwater.net ควบคู่ไปกับการติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา การตรวจสอบเรดาร์ฝนล่วงหน้าในระยะ 2-3 ชั่วโมงจะให้ความแม่นยำสูงกว่าการพยากรณ์ล่วงหน้า 4-5 วัน ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์และเตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

