พลิกแผนสู้‘ดีเซล’พุ่ง ดึงกองทุนอุ้ม-หนุนใช้B20ช่วย

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่กำลังประสบภาวะผันผวนอย่างหนักในขณะนี้ ว่า สาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางนโยบายของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ โดยมีรายงานว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อาจพิจารณายกเลิกการส่งออกน้ำมันดีเซลของสหรัฐ ภายหลังราคาปรับตัวพุ่งสูงถึง 6.50 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 75% หรือคิดเป็นเงินไทยเทียบเท่า 57.15 บาทต่อลิตร
ด้านรัสเซีย มีแนวโน้มที่จะขยายระยะเวลาการบังคับใช้มาตรการห้ามผู้ผลิตส่งออกน้ำมันดีเซลออกไปอีก 1 เดือน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในรัสเซียยังไม่สามารถกลับมาผลิตได้ตามปกติ หลังจากถูกโจมตีโดยยูเครน โดยรัสเซียเริ่มบังคับใช้มาตรการดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 โดยปี 2568 รัสเซียส่งออกน้ำมันดีเซลสูงถึง 813,000 บาร์เรลต่อวัน การขาดหายไปของอุปทานส่วนนี้จึงส่งผลกระทบต่อความตึงตัวของตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันดีเซลสำรองในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ และกระทรวงพลังงานยังมุ่งมั่นที่จะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแลและควบคุมราคา เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาระค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการลดราคาหน้าโรงกลั่น และส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง B20 ขอให้ประชาชนร่วมใจกันใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อให้ประเทศผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีความท้าทายนี้ไปได้” นายวีรพัฒน์ กล่าว
ด้านนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนของต้นทุนพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลต่อต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่งวัตถุดิบ การผลิต การเดินเครื่องจักรกลการเกษตร การก่อสร้าง ไปจนถึงการกระจายสินค้า
“ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับต้นทุนเชื้อเพลิง แต่ส่งต่อไปยังต้นทุนการผลิตและการขนส่ง โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และธุรกิจโลจิสติกส์ ที่มีอัตรากำไรจำกัด หากต้นทุนพลังงานอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อราคาสินค้า กำลังซื้อ และขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย” นางพิมพ์ใจ กล่าว
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาคธุรกิจควรเร่งบริหารจัดการต้นทุน โดยแนวทางที่ดำเนินการได้ ได้แก่ 1.ปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2.นำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงาน 3.บำรุงรักษาเครื่องจักรและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต 4.ลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) 5.เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการบริหารเส้นทางขนส่ง และ 6.สร้างความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อลดการขนส่งเที่ยวเปล่าด้วยระบบขนส่งขากลับ (Backhaul)
ขณะที่ภาครัฐควรรณรงค์การใช้พลังงานอย่างประหยัด พิจารณามาตรการจูงใจที่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าถึงได้ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ระบบ Solar Rooftop ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์
“ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน เราอาจควบคุมราคาตลาดโลกไม่ได้ แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจควบคุมได้ คือ ปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อหน่วยการผลิต การประหยัดพลังงานไม่ได้หมายถึงการลดกำลังผลิต แต่คือการผลิตสินค้าในปริมาณเท่าเดิมหรือมากขึ้น โดยใช้พลังงานน้อยลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว” นางพิมพ์ใจ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

