'12จังหวัด'ท่วมแล้ว ฝนถล่มหนัก ตกไม่หยุดตลอดวัน

'12จังหวัด'ท่วมแล้ว
ฝนถล่มหนัก
ตกไม่หยุดตลอดวัน
ฝนถล่มหนักทั่วไทย ปภ.เผยน้ำท่วม 12 จังหวัด กระทบ 38 อำเภอ รวม 11,796 ครัวเรือน ด้านกรมอุตุฯ เตือนทั่วไทยรับมือฝนหนักถึง 27 กันยายนนี้ ส่วนผู้ว่าฯ กทม.ย้ำไม่ประมาท ติดตามสถานการณ์น้ำ ขณะที่ จ.นนทบุรี อ่วม น้ำท่วมถนนแจ้งวัฒนะ รถติดกว่า 5 กม. ส่วนชาวกรุงเก่า รับน้ำเขื่อนเจ้าพระยา กระทบหลายอำเภอ ด้าน จ.ปทุมธานี เร่งเฝ้าระวังน้ำเหนือ ขณะเดียวกัน สัตหีบ-เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ฝนกระหน่ำ ห้ามเรือออกจากฝั่ง
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ประกอบกับการระบายน้ำที่ไหลมาจากภาคเหนือ มาสมทบกับมวลน้ำภาคกลาง ทำให้มีสถานการณ์อุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ตราด และสุรินทร์ รวม 38 อำเภอ 143 ตำบล 596 หมู่บ้าน 11,796 ครัวเรือน 37,036 คน
ปภ.ประสานเร่งช่วยเหลือปชช.
ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานสำนักงาน ปภ.จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง ซึ่ง ปภ.ได้ส่งเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรสาธารณภัย เครื่องสูบน้ำ เร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ พร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง อพยพกลุ่มเปราะบาง ไปยังพื้นที่ปลอดภัย สนับสนุนน้ำดื่ม และประสานช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ประสบภัย
GISTDAชี้น้ำท่วมขยายวงกว้าง
ด้านสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA นำเทคโนโลยีจากดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศ ใช้ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำทั่วประเทศไทยแบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน “เช็คน้ำ” จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง พบพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง (สีแดง) ขยายวงกว้าง ครอบคลุมหลายจังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และบางส่วนของ กทม.
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง มีมวลน้ำขังตามแนวลุ่มน้ำ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่เสี่ยงมาก (สีแดง) ครอบคลุม จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด มวลน้ำไหลเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ และพื้นที่การเกษตรเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลกระทบประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยบริหาร
สำหรับภาพรวมระดับประเทศ แสดงให้เห็นถึงจุดแจ้งเตือนภัย (สีเหลือง) และจุดอันตราย (สีแดง) ที่กระจายตัวตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง จนถึงภาคใต้ การนำข้อมูลดาวเทียมมาประมวลผล ช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ ปภ.และหน่วยงานท้องถิ่น ประเมินการไหลของมวลน้ำ วางแผนระบายน้ำลงสู่ทะเล และช่วยเหลือประชาชนได้ตรงจุด
กรมอุตุฯเตือนฝนยังตกหนัก
ขณะที่ น.ส.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศ เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบถึงวันที่ 27 กันยายน 2569) ฉบับที่ 8 (224/2569) มีใจความว่า ช่วงวันที่ 25–27 กันยายน 2569 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น
ระวังท่วมฉับพลัน-น้ำป่าหลาก
ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำ พื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้
รัฐบาลเฝ้าระวังพื้นที่ภาคกลาง
ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลติดตามสถานการณ์ฝนและระดับน้ำพื้นที่ภาคกลาง ใกล้ชิด โดยนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามการพยากรณ์อากาศ แจ้งเตือนการบริหารจัดการน้ำ พร้อมดูแลประชาชนอย่างทันท่วงที
สทนช.ติดตามสถานการณ์น้ำ
ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำ ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บางพื้นที่ของ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี พร้อมตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ เส้นทางระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงเตรียมบุคลากรและเครื่องจักร ให้พร้อมสนับสนุนพื้นที่หากมีความจำเป็น ขณะที่ กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ต่อเนื่อง
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรและกำลังเจ้าหน้าที่ ทาง ปภ.ได้ประสาน 70 จังหวัด รวมทั้ง กทม.และศูนย์ ปภ.เขต ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเปิด War Room ส่วนกลางเพื่อติดตามและประสานการปฏิบัติงานกับพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง
จัดถุงยังชีพแจกผู้ประสบภัย
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ทางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ดำเนินมาตรการป้องกันในจุดสำคัญ โดยระดมกำลังทหาร และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เสริมแนวป้องกันน้ำบริเวณวัดกษัตราธิราชวรวิหาร และติดตามการติดตั้งแนวป้องกันบริเวณวัดไชยวัฒนาราม พร้อมเตรียมศูนย์พักพิง หน่วยแพทย์ และกำลังสนับสนุนไว้ล่วงหน้า นอกจากนี้หน่วยงานใน อ.ผักไห่ ได้ติดตามระดับน้ำและตรวจสอบแนวคันป้องกัน พร้อมดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง มอบถุงยังชีพ รวมทั้งเตรียมกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ให้ปชช.ติดตามข้อมูลใกล้ชิด
“ขณะนี้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า ทั้งการบริหารน้ำ การแจ้งเตือน การเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าดูแลประชาชนได้อย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็น รัฐบาลขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง และไม่ตื่นตระหนก โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำควรเตรียมความพร้อมตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่” น.ส.ลลิดา กล่าว
ชัชชาติยันติดตามสถานการณ์
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์ฝน หลังจากเกิดฝนตกตั้งแต่เวลา 02.00 น.ต่อเนื่องตลอดวันที่ผ่านมา โดยกลุ่มฝนมีแนวโน้มจะขยับไปทางฝั่งธนบุรี มากขึ้น สำหรับปริมาณฝนสะสมสูงสุดคืนที่ผ่านมา วัดได้สูงสุด 99 มิลลิเมตร ที่เขตมีนบุรี รองลงมาคือ เขตคลองสามวา ลาดกระบัง และสายไหม มีจุดน้ำท่วมขังผิวการจราจร อาทิ ถนนอ่อนนุช ซอย 59 เขตประเวศ ถนนสุวินทวงศ์ ถนนหลวงแพ่ง เขตลาดกระบัง ฯลฯ
คลองประเวศฯระดับน้ำวิกฤต
ส่วนสถานการณ์น้ำในคลองสายหลักฝั่งตะวันออก ระดับน้ำในคลองหลายแห่งเริ่มเต็มและอยู่ในระดับวิกฤต (สีแดง) โดยเฉพาะคลองประเวศบุรีรมย์ ที่ระดับน้ำสูงเกินเกณฑ์หลายจุด อาทิ ซอยอ่อนนุช 17, วัดขวาง และวัดกระทุ่มเสือปลา กทม.จึงเร่งระบายออกทางสถานีสูบน้ำพระโขนง รวมถึงเร่งดึงน้ำออกไปทางแปดริ้ว ผ่านทางคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำเจ้าพระยา ยังไม่มีปัญหา โดยระดับน้ำบริเวณปากคลองตลาด อยู่ที่ 0.88 ม.รทก. (ต่ำกว่าแนวคันกั้นน้ำซึ่งสูง 3 เมตร) และมีอัตราการระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 1,900 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม) ต่อวินาที
ชี้กทม.ภาพรวมยังไม่รุนแรง
ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่รุนแรงมาก สรุปภาพรวมมีพื้นที่ซึ่งน้ำท่วมแต่ไม่ทั่วทั้ง กทม.อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ประมาท เพราะฝนยังตกอีก 3 วัน หากดูตามแนวร่องฝนที่พาดผ่านไปทางฝั่งตะวันตก พื้นที่ฝั่งธนบุรี อาจได้รับผลกระทบจากฝนเพิ่มขึ้น
แจ้งวัฒนะท่วมอ่วมยาว5กม.
ที่ จ.นนทบุรี วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด ส่งผลให้น้ำท่วมผิวการจราจรทุกช่องทาง บนถนนแจ้งวัฒนะ ตั้งแต่แยกคลองประปา จนถึงห้าแยกปากเกร็ด เป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร จุดที่ได้รับผลกระทบหนักสุด ได้แก่ ใต้ทางด่วนแจ้งวัฒนะ บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ และเชิงสะพานพระราม 4 บริเวณห้าแยกปากเกร็ด ฝั่งมุ่งหน้าเข้าท่าน้ำปากเกร็ด ระดับน้ำท่วมสูงมิดฟุตปาธ รถเล็กและจักรยานยนต์ สัญจรผ่านไปด้วยความลำบาก ส่งผลให้การจราจรฝั่งขาออก ชะลอตัวตลอดเส้นทาง
ปทุมฯปิดจุดกลับรถคลองสาม
ที่ จ.ปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังระดับน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ลุ่มต่ำ และเส้นทางสัญจร ที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูง โดยมีการสั่งปิดจุดกลับรถใต้สะพานในพื้นที่ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง เพื่อความปลอดภัย และขอให้ประชาชนใช้เส้นทางอื่นในการเดินทาง ส่วนสถานการณ์คลองรังสิตประยูรศักดิ์ บริเวณสะพานแดง ระดับน้ำอยู่ที่ 1.55 เมตร เพิ่มขึ้น 3 เซนติเมตร มีการปกธงส้ม แจ้งเตือนเฝ้าระวังและเตรียมเคลื่อนย้ายทรัพย์สินขึ้นที่สูง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำท่วมขังเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง อาทิ หมู่บ้านจัดสรรหลายแห่งในพื้นที่ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง ซึ่งอยู่ต่ำกว่าคลอง ทางสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ปทุมธานี ต้องเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ระบายน้ำจากพื้นที่ และผิวการจราจร เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้
อบต.พร่องน้ำรอรับปริมาณฝน
ดร.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายก อบต.คลองสาม กล่าวถึงสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่คืนที่ผ่านมา ว่าได้เตรียมการรองรับปริมาณฝน โดยพร่องน้ำคลองสาม เพิ่มการรับปริมาณน้ำ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 3 เครื่อง ที่ปากคลองระพีพัฒน์ เดินเครื่องทั้งวันทั้งคืน เพื่อระบายน้ำ ลดระดับน้ำในคลองสาม
นอกจากนี้ยังเปิดประตูระบายน้ำบริเวณคลองหนึ่ง เพื่อระบายน้ำจากคลองสาม สู่คลองรังสิตประยูรศักดิ์ ซึ่งเทศบาลนครรังสิต เดินเครื่องสูบน้ำอีกประมาณ 7 เครื่อง ผลักดันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา หากไม่มีฝน หรือพายุเข้า ระดับน้ำในคลองสาม น่าจะลดลงอีกมาก พร้อมกันนั้นได้เตรียมกระสอบทรายจำนวนหนึ่ง เพื่อช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วย
เร่งสูบน้ำคลองรังสิตฯต่อเนื่อง
อีกด้านหนึ่งที่ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ด้านหลังตลาดรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี เจ้าหน้าที่เร่งสูบและระบายน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมระดับน้ำในคลอง และรองรับปริมาณน้ำฝน โดยเดินเครื่องทั้งหมด 12 ตัว เพื่อเร่งระบายน้ำ เบื้องต้นพบว่าระดับน้ำยังสามารถควบคุมได้ เจ้าหน้าที่จึงเร่งบริหารจัดการ และพร่องน้ำไว้เพื่อป้องกันผลกระทบ
นครรังสิตเตือนระดับสีแดง
ส่วน ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต ลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์และประสานการทำงาน ภายหลังระดับน้ำในพื้นที่เพิ่มสูงจากปริมาณฝนที่ตกแช่ โดยเตือนภัยจากระดับสีส้ม เป็นระดับสีแดง ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดย ร.ต.อ.ดร.ตรีลุพธ์ กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับอธิบดีกรมชลประทาน นายก อบจ.ปทุมธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบายน้ำคลองรังสิตประยูรศักดิ์ ให้เร็วที่สุด และเจ้าหน้าที่ได้นำแบริเออร์ มาติดตั้งเพิ่ม เพื่อเสริมแนวคันดินป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
แจ้งปชช.ติดตามปริมาณน้ำ
ทั้งนี้ ทางเทศบาลนครรังสิต ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ย่าตื่นตระหนก โดยจัดเตรียมกระสอบทราย ไว้ให้ประชาชนบริเวณซอยรังสิต-นครนายก 10 พร้อมประสานจุดจอดรถ รองรับสำหรับผู้ที่ต้องการนำรถยนต์ ไปจอด ได้แก่ ซอยโรงสี, อาคาร 100 ปี, ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค และด้านหลังโรงแรมโนโวเทล (รังสิตเรสซิเดนซ์) ตลอดจนขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงริมคลองรังสิตฯ คอยติดตามการประกาศแจ้งเตือนจากเทศบาลฯ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้น
กรุงเก่ารับน้ำเหนือเพิ่มต่อเนื่อง
ส่วนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา สถานการณ์น้ำในพื้นที่ อ.เสนา และ อ.บางบาล ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ นอกคันกั้นน้ำ พบระดับน้ำเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรบางจุด ประชาชนต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ พร้อมเร่งขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสียหาย ทั้งนี้ ลุ่มเจ้าพระยา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากมวลน้ำเหนือที่ไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลาง ประกอบกับการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้ จ.พระนครศรีอยุธยา เริ่มได้รับผลกระทบ
สำหรับพื้นที่ชุมชนวัดจุฬามณี ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ประกอบกับมีฝนตกหนัก ทำให้น้ำเอ่อล้นตลิ่ง เข้าท่วมบ้านเรือนและถนนภายในชุมชน บางจุดมีน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง ขณะที่บางรายเก็บข้าวของขึ้นที่สูง เพื่อหนีน้ำไม่ทัน จนทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
น้ำท่วมรร.ที่ชัยนาทสั่งปิดเรียน
ที่ จ.ชัยนาท จากสถานการณ์ฝนตกต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมา ทำให้เขตเทศบาลเมืองชัยนาท เกิดน้ำท่วมสูงถึงเข่า ถนนหลายสายการจราจรติดขัด รถเล็กสัญจรไม่สะดวก โดยโรงเรียนอนุบาลชัยนาท ต้องประกาศหยุดโรงเรียน 1 วัน เนื่องจากถนนหน้าโรงเรียน และภายในโรงเรียน มีน้ำท่วมสูง ซึ่งในพื้นที่ยังมีฝนตกหนักสลับเบาบาง แต่มีน้ำท่วมขังเนื่องจากระบายไม่ทัน
สัตหีบถนนท่วมสัญจรลำบาก
วันเดียวกัน ที่ จ.ชลบุรี ภายหลังฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ส่งให้พื้นที่ อ.สัตหีบ เกิดน้ำท่วมขัง เช่นที่ถนนสุขุมวิท บ้านเรือนประชาชนในซอยซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ โดยนายณัฐวุฒิ อนุโยธา นายอำเภอสัตหีบ พร้อมด้วยนายวสรร เซี่ยงฉี นายกเทศมนตรีเมืองสัตหีบ นำกำลังเจ้าหน้าที่ ร่วมกับ ปภ.เขตเทศบาลสัตหีบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือประชาชน รวมถึงประสานตำรวจและอาสาสมัคร คอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจร
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ช่วงแยกสัตหีบ หรือแยกปลาหมึก จนถึงแยก กม.1 ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร มีน้ำท่วมสูง ส่งผลให้รถยนต์ และจักรยานยนต์ ที่สัญจรผ่านไปมา ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยรถบางคันไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำไปได้ จนเครื่องยนต์ดับ ขณะที่ประชาชนบางส่วนต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว
พัทยาปักธงแดงห้ามออกเรือ
ขณะที่ เมืองพัทยา เผชิญฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ส่งผลให้คลื่นสูง เจ้าหน้าที่ต้องปักธงแดง แจ้งเตือนห้ามนำเรือท่องเที่ยว ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด ส่วนบรรยากาศบริเวณชายหาดพัทยา มีกระแสลมแรง และคลื่นสูง ผู้ประกอบการเตียงชายหาด ไม่สามารถให้บริการได้
คลื่นลมแรงซัดเรืออับปาง6ลำ
สำหรับเรือท่องเที่ยวจำนวนมากได้จอดเทียบตามแนวชายหาดและแหลมบาลีฮาย แต่ก็พบว่ามีเรือได้รับผลกระทบจากคลื่นลมแรง โดยอับปาง 6 ลำ เป็นเรือใหญ่ เรือสปีดโบ้ท และเรือลากร่มให้บริการพาราเซล แก่นักท่องเที่ยว โดยคลื่นลมซัดจนเกยชายหาด เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาพัทยา ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการเดินเรือ และเรือท่องเที่ยว ให้เพิ่มความระมัดระวัง พร้อมเฝ้าติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด งดนำเรือออกจากฝั่งช่วงที่คลื่นลมแรง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและอันตราย
ฉะเชิงเทราน้ำท่วมหลายพื้นที่
ส่วนที่ จ.ฉะเชิงเทรา หลังจากฝนตกหนักตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่ามา ส่งผลให้มวลน้ำทะลักท่วมในหลายอำเภอ ถนนถูกตัดขาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ต้องระดมกันเข้าช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ ต.หนองแหน ต.ท่าถ่าน และ ต.เกาะขนุน อ.พนมสารคาม ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก มีน้ำท่วมรอการระบาย และน้ำล้นสปริงเวย์ อ่างเก็บน้ำ จนเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเตือนให้ประชาชนริมคลองท่าลาด เฝ้าระวังและติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
ด้าน อ.สนามชัยเขต สถานการณ์น้ำท่วมก็รุนแรงไม่แพ้กัน โดยบริเวณสะพานบ้านหินแร่ หมู่ 7 ต.ท่ากระดาน มีน้ำท่วมสูงจนเส้นทางชำป่างาม–นายาว ถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ เช่นเดียวกับเส้นทางบ้านคลองยายสร้อย–บ้านคลองเตยนายาว ต.ทุ่งพระยา มีน้ำท่วมขังและกระแสน้ำไหลเชี่ยว เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเตือนประชาชนงดใช้เส้นทางชั่วคราว
น้ำป่าหลากพื้นที่ท่าตะเกียบ
ขณะที่ อ.ท่าตะเกียบ พื้นที่เฝ้าระวังสำคัญ พบสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากจากฝนที่ตกสะสม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่สำรวจจุดเสี่ยง พร้อมเฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมแผนอพยพประชาชน เพื่อความปลอดภัยและดำเนินการได้ทันทีหากสถานการณ์รุนแรง
ปลวกแดงน้ำเอ่อล้นผิวจราจร
ที่ จ.ระยอง สถานการณ์น้ำท่วมถนนริมคลองสุพรรณ ต.ปลวกแดง อ.ปลวกแดง พบว่าระดับน้ำยังเสมอคลองสุพรรณ บางจุดเอ่อล้นจนทำให้ประชาชนต้องใช้ความระมัดระวังในการสัญจร รวมถึงมีรถยนค์ที่พยายามขับฝ่ากระแสน้ำ จนเครื่องยนต์ดับกลางทาง เจ้าหน้าที่ต้องเข้าช่วยเหลือ และเคลื่อนย้ายรถออกจากจุดเกิดเหตุ ทั้งนี้ ในพื้นที่ อ.ปลวกแดง ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น
บุรีรัมย์น้ำกัดเซาะถนนขาด
ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ อ.บ้านกรวด อ.ละหานทราย อ.ปะคำ และ อ.โนนดินแดง รวมถึงอีกหลายพื้นที่ ได้รับผลกระทบ มีน้ำท่วมขังบ้านเรือน และถนนหลายแห่ง บางช่วงการสัญจรเป็นไปอย่างยากลำบาก นอกจากนี้ยังพบมวลน้ำกัดเซาะถนนขาด บริเวณบ้านสายตรี 9 หมู่ 6 ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จนไม่สามารถใช้สัญจรได้
ถนนสายตรี9ติดป้ายเตือน
นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้แจ้งให้เทศบาล ต.หนองไม้งาม ประกาศพื้นที่บริเวณถนนบ้านสายตรี 9 เป็นพื้นที่ห้ามประชาชนสัญจรชั่วคราว พร้อมติดตั้งป้ายเตือน ไฟวับวาบ และจัดกำลัง อปพร.เฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว ส่วนเทศบาล ต.หนองไม้งาม ได้ประสานขอสนับสนุนเครื่องจักรกล จากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อซ่อมแซมเส้นทางเพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

