‘ศุภจี’บินสหรัฐฯถก ‘ART’ ตั้งเป้าปิดดีล-ยันไม่ข้าม3เส้นแดง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ทีมเจรจาทางเทคนิคของไทย จะเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเจรจาจัดทำความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (ART) โดยจะมีผู้แทนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปด้วย เพราะมีบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 2 กระทรวงที่ไทยและสหรัฐฯยังตกลงกันไม่ได้ แต่หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมเตรียมการก่อนเดินทางไปสหรัฐฯเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปลดล็อกประเด็นเหล่านั้นแล้ว และทำให้ไทยพร้อมเจรจาทางเทคนิคประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
“มีเรื่องที่ไทยยังคุยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ไม่จบ เพราะยังติดข้อจำกัดบางอย่าง แต่นายกรัฐมนตรีได้เคาะปลดล็อกให้แล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกว่าอะไรที่ทำได้ ก็ทำ ถ้าไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศในระยะยาว แต่ยืนยันว่าไทยยังมีเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ 3 เรื่องเหมือนเดิม คือ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช สำหรับการนำเข้าหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง, ความมั่นคง และการลงทุน ที่สหรัฐฯต้องการเข้ามาลงทุนในไทยในบางสาขา 100% เช่น โทรคมนาคม”นางศุภจี กล่าว
นอกจากนี้ในวันที่ 30 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 ตนจะเดินทางไปสหรัฐฯด้วยตนเอง โดยมีนัดหมายกับ USTR และนางซูซี ไวลส์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในระดับนโยบาย เพื่อเจรจา ART โดยจะตอกย้ำให้เห็นถึงความจริงใจของไทยในการลดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯกับไทย ซึ่งยืนยันจะนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหมือนเดิม ทั้งพลังงาน เครื่องบิน สินค้าเกษตร รวมถึงเพิ่มการลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งปี 2569 นี้การลงทุนรวมอยู่ที่กว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 55,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อีกทั้งจะย้ำให้เห็นอีกครั้งว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯประมาณ 30% เป็นการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯที่ลงทุนในไทย ไม่ใช่เกิดจากการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด
ส่วนการไต่สวนไทยตามมาตรา 301 เรื่องการมีกำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรม คือ ยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องจักร หวังว่าอัตราภาษีไทยจะใกล้เคียงคู่แข่ง แต่หากไทยถูกเรียกเก็บมากกว่า รัฐบาลก็จะเดินหน้าขอหารือกับสหรัฐฯอีกเพื่อขอลดหย่อน โดยขณะนี้กำลังผลักดันให้สหรัฐฯยกเว้นภาษีสินค้าอีก 7 กลุ่ม รวม 78 พิกัดศุลกากร ได้แก่ กลุ่มเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร, กลุ่มอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน, กลุ่มสินค้าทางการแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน, กลุ่มชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม และกลุ่มหัตถกรรมและสินค้าเพิ่มมูลค่า
ทั้งนี้ปัจจุบันมีสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯประมาณ 28% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 91,255 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2568 ที่ยังเสียภาษีนำเข้า แต่อีก 72% ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า 12.5% ตามมาตรา 301 ในประเด็นที่สหรัฐฯกล่าวหาไทยไม่มีกฎหมายหรือไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานภาคบังคับ ประมาณ 2,120 รายการ มูลค่า 56,201 ล้านเหรียญสหรัฐ และสินค้าที่ถูกเก็บภาษีตามมาตรา 232 ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงภายในของสหรัฐ ที่ไม่ต้องเสียภาษี 12.5% มูลค่าอีกประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากในท้ายที่สุดมีสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กระทรวงพาณิชย์ก็มีหน้าที่ในการช่วยเหลือ เยียวยา และหาตลาดใหม่ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ส่งออกต่อไป

