ประกาศพื้นที่ประสบภัย50เขต กทม.วิกฤตหนัก ฝนกระหน่ำตกทั้งวันทั้งคืน มีลุ้นท่วมซ้ำอีก27กันยายน ทั่วไทยอ่วมแล้ว21จังหวัด

ประกาศพื้นที่ประสบภัย50เขต
กทม.วิกฤตหนัก
ฝนกระหน่ำตกทั้งวันทั้งคืน
มีลุ้นท่วมซ้ำอีก27กันยายน
ทั่วไทยอ่วมแล้ว21จังหวัด
กรุงเทพฯบักโกรก ฝนถล่มสะสมข้ามคืน 300 มม. ผู้ว่าฯชัชชาติ ประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยน้ำท่วมหนัก ครบทั้ง 50 เขต เพื่อช่วยเหลือประชาชนเปิดศูนย์พักพิง 233 แห่ง รองรับ 1.5 หมื่นคน มีลุ้นวิกฤตหนักอาทิตย์นี้ เผยทั่วไทย! ฝนถล่ม-น้ำป่าซัด 21 จังหวัด อ่วมดับ 1 ศพ ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาเร่งระบายน้ำรับมือน้ำเหนือ ด้านรัฐบาลระดมเครื่องสูบน้ำลุยช่วย 3 จังหวัด “ปราจีนบุรี-สิงห์บุรี-สระบุรี”
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถานการณ์ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน ลากยาวตลอดคืนจนกระทั่งเข้าสู่วันที่ 26 กันยายน 2569โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ที่หลายพื้นมีฝนสะสมสูง จากการสำรวจเส้นทางสัญจรช่วงเช้าวันที่ 26 ก.ย.2569 พบวิกฤตจราจรขั้นรุนแรงหลายจุดรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยเฉพาะบนถนนวิภาวดีรังสิต (ขาเข้า) มีน้ำท่วมขังสูงตั้งแต่ 30 เซนติเมตร ถึง 1 เมตรในช่องทางซ้าย ขณะที่ถนนพหลโยธินช่วงมุ่งหน้าซอยบางบัว ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 60 เซนติเมตร
นอกจากนี้ จุดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอย่างถนนสุขุมวิท 63 (เอกมัย) แยกพงษ์เพชร ถนนรามคำแหง และถนนลาดกระบัง แยกรัชดา-ลาดพร้าว ฯลฯ ต่างมีสภาพไม่ต่างจากคลอง เจ้าหน้าที่ต้องเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อระบายน้ำท่วมขังเกือบทั่วทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วนท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่ประสบภัยทั้ง กทม. 50 เขต
จากสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าวนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.)ในฐานะผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ได้ลงนามประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เรื่อง เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยขยายพื้นที่จากเดิมที่ประกาศครอบคลุมเขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว ให้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต มีผลตั้งแต่ 25 ก.ย. 2569 เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
การขยายพื้นที่ประกาศดังกล่าวสืบเนื่องจากสถานการณ์ฝนตกหนักที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขัง ปัญหาการจราจร และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและของรัฐ จึงมีความจำเป็นต้องขยายพื้นที่ประกาศให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อประโยชน์ในการจัดการสาธารณภัยและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องอย่างทันท่วงที
การดำเนินการในพื้นที่จะเป็นไปตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2564-2570 รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ สามารถบูรณาการการทำงานและดำเนินการตามภารกิจได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมขังอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบและดูแลประชาชนในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
‘ชัชชาติ’ สั่ง 7 มาตรการรับมือน้ำท่วม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 05.00 น. นายชัชชาติ ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์อุทกภัยที่สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพฯ 2 (ดินแดง)เพื่อกำหนดแนวทางช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่
โดย กทม.ได้เตรียมออกประกาศกำหนดพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ครอบคลุมทั้ง 50 เขต พร้อมประกาศใช้ 7 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.เตรียมประกาศพื้นที่ประสบภัยและแนะประชาชนเก็บหลักฐานความเสียหาย 2.สำรวจและดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง 3.จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในโรงเรียนสังกัด กทม. พร้อมจุดจอดรถ 4.จัดหากระสอบทรายป้องกันจุดเสี่ยง 5.จัดระเบียบการจราจรและยานพาหนะช่วยเหลือประชาชน 7.เร่งระบายน้ำและดูแลสุขอนามัยหลังน้ำลด และ 8.บูรณาการข้อมูลติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง
ปิดถนนแจ้งวัฒนะรถเล็กผ่านไม่ได้
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมบนถนนแจ้งวัฒนะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากหลังจากฝนตกหนักต่อเนื่องข้ามคืนส่งผลให้มีน้ำสะสมบนผิวจราจรทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และต่อเนื่องไปยังอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
โดยเมื่อเวลา 08.31 น. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนด่วนระบุว่า ถนนแจ้งวัฒนะทั้งขาเข้าและขาออกมีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 50 เซนติเมตร โดยเจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจรตั้งแต่บริเวณคลองประปาจนถึงจุดกลับรถเลี่ยงเมือง เนื่องจากระดับน้ำสูงเกินกว่าที่รถยนต์ขนาดเล็กและรถจักรยานยนต์จะสัญจรผ่านได้ โดยมีรายงานรถจักรยานยนต์เครื่องดับหลายคันตลอดระยะทางกว่า 5 กิโลเมตร ตั้งแต่แยกคลองประปาถึงห้าแยกปากเกร็ด
ในส่วนของกรุงเทพมหานคร ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. ได้แจ้งเตือนถนนแจ้งวัฒนะช่วงแยกหลักสี่-ศูนย์ราชการฯ เช่นเดียวกัน รวมถึงถนนวิภาวดีรังสิต ถนนรามคำแหง และถนนลาดกระบัง ที่มีน้ำท่วมขังสูงด้วย
‘แยกบางกะปิ’แสนแสบหนุนสูง
ส่วนที่บริเวณแยกบางกะปิ ท่วมหนักหลังน้ำจากคลองแสนแสบหนุนสูงถึงขั้นวิกฤต ส่งผลให้สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าวต้องออกประกาศย้ำเตือนประชาชนงดใช้เส้นทางสี่แยกบางกะปิโดยเด็ดขาด
เนื่องจากผิวจราจรมีน้ำท่วมขังสูงมากรถทุกชนิดไม่ควรเสี่ยงขับฝ่าผ่าน ปัญหาดังกล่าวเกิดจากฝนที่ตกซ้ำและระดับน้ำในคลองแสนแสบหนุนสูงขึ้น ทำให้ระบบระบายน้ำติดขัดอย่างหนัก สน.ลาดพร้าว จึงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางหลีกเลี่ยงเส้นทางชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสียหายต่อเครื่องยนต์และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ขอเวลา3วันระบายน้ำ
ที่ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกทม. (ดินแดง) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่กรุงเทพฯโดยรายงานสถานการณ์น้ำตั้งแต่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง เวลา 16.00 น. ของวันที่ 24 ก.ย.2569 จนถึงปัจจุบันมีฝนเฉลี่ยเกิน 300 มม. ซึ่งถือเป็นปริมาณที่สูงมาก เทียบใกล้เคียงคือเมื่อปี 2526 ที่มีพายุเข้า โดยที่เขตมีนบุรี พระยาสุเรนทร์ และประชาร่วมใจ (เขตคลองสามวา)มีปริมาณฝนสะสมเกินกว่า 300 มม.ทั้งหมด ขณะนี้พบฝนตกแช่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ จึงประกาศให้ทั้งกรุงเทพมหานครเป็นเขตสาธารณภัย เพื่อให้เยียวยาประชาชนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ หากดูพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาจะพบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำที่เป็นตัวดึงน้ำเข้ามาในกรุงเทพฯ เริ่มขยับขึ้น จึงคาดว่าจะทำให้ฝนในพื้นที่กรุงเทพฯ ลดลง ซึ่งจะทำให้ กทม. สูบน้ำได้ดียิ่งขึ้น ที่ผ่านมาฝนตกลงมาที่กรุงเทพฝั่งพระนครประมาณ 223 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ กทม.มีกำลังสูบอยู่ประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที คาดว่าหากฝนหยุดตกจะใช้เวลาในการระบายน้ำ 2-3 วัน แต่ปัญหาอยู่ที่คลองมีน้ำเต็ม อยู่ในภาวะวิกฤต ยกเว้นคลองที่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา จึงต้องคอยสูบออกให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเช้านี้ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน เนื่องจากจะมีน้ำจากคลองรังสิตประยูรศักดิ์ที่จะปล่อยมา ล่าสุดกรมชลประทานระบุว่าจะปล่อยน้ำมาให้น้อยที่สุด โดยจะปล่อยน้ำออกแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต เพื่อไม่ให้ผ่านเข้ามาในกรุงเทพฯ บางส่วนจะมีการดึงน้ำจากคลองแสนแสบไปออกที่จังหวัดฉะเชิงเทรา
น้ำเต็มคลองระบายไม่ทัน
สำหรับน้ำที่ท่วมขังบนถนน สาเหตุมาจากคลองต่างๆ มีน้ำเต็ม เช่น คลองเปรมประชากร กระทบมาที่เขตดอนเมือง, คลองลาดพร้าว กระทบที่ถนนเสนานิคม วังหิน และพหลโยธิน, คลองแสนแสบ กระทบเพชรบุรีตัดใหม่และเอกมัย, คลองประเวศบุรีรมย์กระทบมาที่พระโขนง สวนหลวง พัฒนาการ และลาดกระบัง, ริมคลองทวีวัฒนากระทบต่อบ้านเรือนประชาชนริมน้ำ
ส่วนพื้นที่น้ำท่วมและรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ มี 13 สาย อาทิ เอกมัย มีปัญหาน้ำท่วมบริเวณปั๊มดูดน้ำลงคลองแสนแสบทำให้ต้องหยุดใช้งาน, แยกพงษ์เพชร ถนนงามวงศ์วาน, ถนนวิภาวดีจากแยกจตุจักร-การบินไทย, รามคำแหงช่วงหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง, ถนนลาดกระบังช่วงแยกกิ่งแก้ว,ถนนเสนานิคม, ถนนแจ้งวัฒนะช่วงแยกหลักสี่-ทางด่วน, ถนนศรีนครินทร์, ถนนดินแดง ช่วงดินแดง-แยกอโศก, ถนนพหลโยธินจากแยกสะพานควาย-ซอยอารีย์, ถนนสุวินทวงศ์ มีนบุรีถึงวัดแสงสุน, ถนนรัชดาภิเษก และถนนลาดพร้าว นอกจากนี้ ยังมีน้ำขังในพื้นที่ย่อยอีกหลายเส้นทาง
ตั้งศูนย์ช่วยประชาชน
สำหรับประชาชนที่อยู่ริมคลอง ปัจจุบันมีผู้ที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงแล้วประมาณ 981 คน ซึ่งทุกเขตจะมีการตั้งศูนย์พักพิง ส่วนใหญ่จะอยู่ที่โรงเรียนกทม. ขณะนี้ กทม.มีศูนย์พักพิงแล้ว 233 แห่ง รองรับได้ 15,000 คน ขอให้ติดต่อสอบถามไปที่สำนักงานเขตทั้ง 50 แห่ง ทั้งยังมีการอพยพผู้ป่วยติดเตียงไปโรงพยาบาล และได้รับการสนับสนุนรถให้บริการประชาชนจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยงานทหาร และ ปภ.
“ภาพรวมเชื่อว่ายังไม่มีการขาดแคลนอาหาร ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกในเรื่องนี้ เบื้องต้นได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตั้งครัวกลางเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีน้ำท่วมบ้าน ส่วนประชาชนที่ต้องการกระสอบทรายสามารถแจ้งที่สำนักงานเขต หรือมารับด้วยตนเองที่สำนักงานเขต หรือติดต่อที่หมายเลข 1555 ส่วนผู้ที่ต้องการรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพให้โทรหมายเลข 1669”
เปิดจุดจอดรถชั่วคราว
ขณะที่จุดจอดรถชั่วคราว สามารถไปจอดได้ที่อาคารจอดแล้วจรของกรุงเทพมหานคร ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติถนนแจ้งวัฒนะ ห้างเซ็นทรัลและเดอะมอลล์ทุกสาขา แฟชั่นไอแลนด์ และห้างสรรพสินค้าโลตัส ซึ่งสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊กของกรุงเทพมหานคร
นายชัชชาติ กล่าวว่า “ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ วันที่ 28 ก.ย.2569 กรุงเทพมหานครจะขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่ Work from Home และสั่งหยุดโรงเรียนในสังกัด กทม. ทุกแห่ง”
“ตอนนี้สถานการณ์ทรงตัว ถ้าไม่มีฝนเติมมาสถานการณ์ก็จะค่อยๆ คลี่คลาย ถ้าฝนตกซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ยาก อาจจะมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นดังนั้นจึงต้องระมัดระวัง”
นายชัชชาติ ยังระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้กรุงเทพมหานครได้เคยทำแบบจำลองในกรณีที่ฝนอาจจะตกต่อเนื่อง 300 มม. โดยยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ถึงขั้นแบบจำลองที่เราเคยทำไว้ เพราะไม่สามารถทำแบบจำลองได้ตรง เนื่องจากพื้นที่มีความซับซ้อน ซึ่งก็จะใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มาปรับปรุงแบบจำลองให้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปริมาณฝน 300 มม.ถือว่ายากที่จะรับมือ เพราะถูกจำกัดด้วยความจุของคลอง หลักการคือน้ำจากถนนลงท่อระบายน้ำและไหลไปลงที่คลองและคลองไหลไปที่ประตูระบายน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อไปสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คอขวดอยู่ที่คลองหากจะปรับปรุงความจุให้สามารถรับน้ำได้ 300 มม. ต้องลงทุนเยอะ หรือไม่ก็ไปเสริมอุโมงค์ให้มีประสิทธิภาพในการรับน้ำมากขึ้น ยกตัวอย่าง การเสริมอุโมงค์ที่บริเวณคลองประเวศฯ มาที่บึงหนองบอน ซึ่งเราได้งบประมาณแล้ว
มีการเตือนภัยตลอดเวลา
ส่วนที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใดรอบนี้กรุงเทพมหานครเตือนภัยช้านายชัชชาติกล่าวว่า ความจริงได้มีการเตือนทุกวัน แต่คาดการณ์ล่วงหน้ายาก อนาคตต้องพัฒนารูปแบบการพยากรณ์ให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมากรุงเทพมหานครไม่ได้เก่งเรื่องการพยากรณ์อาศัยข้อมูลจากคนอื่นมาประกอบ ขอรับเป็นข้อที่จะไปปรับปรุงและใช้เทคโนโลยีเพื่อให้แม่นยำมากยิ่งขึ้น
“สรุปว่าการพยากรณ์เรายังทำไม่ดี การเตือนภัยต่างๆ มันคงต้องทำให้แม่นยำขึ้นในอนาคต”นายชัชชาติกล่าว
หลายจังหวัดอ่วมหนักฝนถล่ม
ส่วนสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ต่างจังหวัดล่าสุดทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงแช่ตัว ส่งผลให้พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคอีสานตอนล่าง เผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานว่ามีหลายจังหวัดที่กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตจากปริมาณฝนสะสม
ในส่วนของภาคกลางสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งหลังสำนักงานชลประทานที่ 12 ประกาศปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจากอัตรา 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขึ้นไปอยู่ที่ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนในหลายจังหวัด รวมถึงสิงห์บุรี อ่างทองและพระนครศรีอยุธยา ขยับสูงขึ้นน้ำเริ่มเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนริมน้ำแล้ว ขณะที่นครสวรรค์ พิจิตร และลพบุรี เผชิญกับฝนตกแช่จนเกิดน้ำท่วมขังบนผิวจราจรสายหลักหลายจุด
ขณะที่ภาคตะวันออกกลายเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบหนักหลังมีรายงานฝนตกสะสมสูงสุดที่จังหวัดฉะเชิงเทราทะลุ 270 มิลลิเมตร ส่งผลให้น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนในฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และตราด เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะอีสานตอนล่างอย่างสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ที่มวลน้ำป่าและน้ำขังได้หลากเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าวเป็นบริเวณกว้าง
กระทบ 21 จังหวัดดับ 1 ศพ
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและมวลน้ำเหนือสมทบ ส่งผลให้เกิดอุทกภัยใน 21 จังหวัด 93 อำเภอ 350 ตำบล ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 8.4 หมื่นคน และมีผู้เสียชีวิต 1 ศพ
ที่ จ.สระบุรี รวมถึง กทม. 15 เขต โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา สระแก้ว และสุพรรณบุรี
ปภ. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่บูรณาการร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร และหน่วยงานท้องถิ่น นำรถสูบน้ำระยะไกล รถโมบายยูนิตและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าพื้นที่เพื่อเร่งระบายน้ำ ช่วยเหลืออพยพกลุ่มเปราะบาง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อเตรียมเยียวยาประชาชนตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป
ฝนล็อกเป้าถล่มกรุงยาวถึง 27 ก.ย.
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศฉบับที่ 10 ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตัวปกคลุมภาคกลางตอนล่างกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคกลางและกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากครอบคลุม 80% ของพื้นที่
กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและลาดเชิงเขา ระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยสถานการณ์ฝนตกหนักนี้จะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 27 ก.ย.
ระดมเครื่องสูบน้ำช่วย 3 จังหวัด
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 2 และ 6 ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี สิงห์บุรี และสระบุรี
โดยจุดสำคัญมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชนกว่า 3,000 คนต่อวันพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่ประตูระบายน้ำคลองบางกระเจ็ด ประตูน้ำบ้านตาเก็บ จ.สิงห์บุรี และติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฮดรอลิก 30นิ้วที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังบนผิวจราจรและชุมชน โดยย้ำให้เจ้าหน้าที่สแตนด์บายช่วยเหลือประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
อัดงบซ่อมอาคารเรียน
ด้านร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมืออุทกภัยโดยมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนิน 5 มาตรการสำคัญเพื่อช่วยเหลือโรงเรียน นักเรียน และครู
ประกอบด้วย 1.ปรับรูปแบบการเรียนการสอนตามสถานการณ์จริง 2.ยืดหยุ่นเวลาเรียนและการประเมินผล 3.สำรวจความเสียหายและช่วยเหลือเร่งด่วน 4.ระดมอาชีวะจิตอาสาช่วยซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า และ 5.เร่งฟื้นฟูสถานศึกษาหลังน้ำลด
พร้อมกันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสรรงบฯช่วยเหลือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาละ 350,000 บาทเพื่อซ่อมแซมอาคารเรียนที่เสียหายขณะที่การสอบคุรุสภาวันนี้ในพื้นที่ กทม.นครปฐม และชลบุรี ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ได้เตรียมจัดสอบชดเชยให้กับผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมสอบได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง
‘เอกนิติ’ลุยอยุธยาสั่งป้องโบราณสถาน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและตรวจสอบแนวป้องกันบริเวณวัดไชยวัฒนารามและ
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร ซึ่งติดตั้งบังเกอร์กันน้ำสูง 1.90 เมตร
รัฐบาลได้นำแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบ “ก้างปลา” มาใช้กระจายน้ำออกสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ 1,900 ลบ.ม./วินาที ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งนิคมฯ เตรียมคันดินป้องกันน้ำท่วมโรงงาน ขณะที่จังหวัดอยุธยาประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้ว 5 อำเภอ พร้อมระดมกำลังปภ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุกดูแลความปลอดภัยและกลุ่มเปราะบางตลอด 24 ชั่วโมง
‘ยศชนัน’สั่ง อว.ระดมช่วยปชช.
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว.เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในกำกับเร่งช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็ม
พร้อมกันนี้ ได้ประสานความร่วมมือข้ามกระทรวง ได้แก่ กระทรวง อว. สั่งมหาวิทยาลัยปรับเรียนออนไลน์และตั้งศูนย์พักพิง ด้านกระทรวง พม.และ ศธ. ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและซ่อมแซมสถานศึกษา ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ บริหารจัดการน้ำเขื่อนเจ้าพระยา และกระทรวงแรงงานจัดเตรียมแผนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมพร้อมบริการซ่อมรถฟรี
นอกจากนี้ ยังได้ประสานกระทรวงกลาโหมและมหาดไทย นำรถยกสูงและทหารช่างเข้าอพยพประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกอย่างเร่งด่วน
นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทยเปิดเผยว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว.ได้บูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงานเพื่อเร่งช่วยเหลือประชาชนในทุกมิติ โดยกระทรวงศึกษาธิการประกาศมาตรการยืดหยุ่นการเรียนการสอน พร้อมระดมอาชีวะอาสาซ่อมแซมบ้านเรือน ด้านกระทรวงแรงงานเตรียมแผนสำรองเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมและบริการซ่อมรถฟรี
ขณะที่กระทรวงเกษตรฯ บริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด และกระทรวง พม. ระดมช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านระบบ MSO Logbook พร้อมกันนี้ ได้ประสานกระทรวงกลาโหมและมหาดไทยนำรถยกสูงและเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกที่ประสบภัยอย่างหนัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด
‘นิกร’สั่ง พม.ดูแลกลุ่มเปราะบาง
นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยจากฝนตกหนักทั่วประเทศว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด พม.และศูนย์สร้างสุขทั่วประเทศ ยกระดับมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการอย่างเร่งด่วน
โดยกำชับ 4 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.ให้หน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงเตรียมแผนอพยพกลุ่มเปราะบางไปยังที่ปลอดภัย 2.เตรียมความพร้อมใช้สถานที่ของ พม. เป็นศูนย์พักพิง3.ใช้ฐานข้อมูล MSO Logbook ประสานท้องถิ่นเข้าช่วยเหลืออพยพ และ 4.ให้รายงานสถานการณ์ช่วยเหลือทุกวัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

