เดือดจัด! "พีระชาติ" โพสต์ร่ายยาวชี้แจง ลั่นไม่เคยบอกน้ำไม่ท่วม ซัดอย่าเอาภัยพิบัติมาปั่นโยงการเมือง
27 กันยายน 2569 เวลา 11:29 น.

จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้เข้าไปโจมตีนายพีระชาติ อินตา อินฟลูด้านความมั่นคง และเป็นทหารแนวหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยปักหลักอยู่ที่ปราสาทตาควาย ด้วยถ้อยคำรุนแรงในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม โดยกล่าวหาว่าเขาเป็นคนปั่นกระแสและระบุว่าน้ำจะไม่ท่วมนั้น ล่าสุด นายพีระชาติ อินตา ได้ออกมาโพสต์ข้อความเพื่อชี้แจงและตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าว โดยมีรายละเอียดเนื้อหาดังนี้
ถามจริง ๆ
กลับไปอ่านบทความกูหรือยัง?
เพราะสิ่งที่กูพูดตั้งแต่ต้นไม่ใช่เรื่องว่า ฝนจะตกหรือไม่ตก
ไม่ใช่เรื่องว่า น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม
เรื่องพวกนี้กูรู้อยู่แล้ว และกรมอุตุนิยมวิทยาก็เตือนมาก่อนแล้วด้วยว่า ช่วง 23–27 กันยายน ประเทศไทยหลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล และให้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง
กูไม่ได้เถียงเรื่องนี้เลย
ดังนั้นอย่าเอาภาพน้ำท่วมวันนี้มาใส่ปากกูว่า
“มึงบอกว่าน้ำจะไม่ท่วม”
กูไม่เคยพูดครับ!!
สิ่งที่กูตั้งคำถามคือข้อความที่ว่า
“เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมง มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
นี่ต่างหากครับ
120 ชั่วโมงมาจากไหน?
คำว่า “มหาอุทกภัย” เอาอะไรเป็นเกณฑ์?
อะไรคือข้อมูลต้นทาง?
อะไรคือการวิเคราะห์?
อะไรคือการขยายความของคนทำเพจ?
นี่คือสิ่งที่กูถาม!
ถ้าเขาเดาถูก กูก็ให้เครดิต
กูพูดตรง ๆ เลย
แต่ เครดิตจากการเดาถูก ไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งที่พูดก่อนหน้านั้นถูกต้องทั้งหมด
เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเองก็ชี้แจงว่า ช่วง 23–27 กันยายนมีฝนหนักน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมขังมากจริง แต่ข้อความเรื่อง “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” สร้างความเสียหายมหาศาลไม่สอดคล้องกับข้อมูลพยากรณ์ของกรมฯ
ดังนั้นกูไม่ได้ถามว่า
“เขาแม่นไหม?”
กูกำลังถามว่า
“เขาพูดอะไรจากข้อมูลต้นทาง และอะไรที่เติมเข้าไปเอง?”
เพราะคำว่า “มหาอุทกภัย” มันไม่ใช่คำเล่น ๆ
ถ้าจะใช้คำว่า มหาอุทกภัย ก็ต้องเข้าใจน้ำหนักของคำก่อน
กรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า “มหาอุทกภัย” เป็นอุทกภัยที่มีผลกระทบในวงกว้างและมีความรุนแรงมากกว่าอุทกภัยทั่วไป โดยยกเหตุการณ์ปี 2554 เป็นตัวอย่าง
ปี 2554 ประเทศไทยเจอน้ำท่วมที่กระทบในระดับประเทศ มีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 13 ล้านคน เสียชีวิตประมาณ 680 คน และสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือเหตุผลที่กูถามว่า
ถ้าจะประกาศว่า “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” ระดับความรุนแรงนั้นอยู่ตรงไหน?
เพราะ ฝนตกหนัก กับ มหาอุทกภัย ไม่ใช่คำเดียวกัน
น้ำท่วม กับ มหาอุทกภัย ก็ไม่ใช่ระดับเดียวกัน
และการที่วันนี้มีน้ำท่วมจริง ไม่ได้ทำให้คำว่า “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” ถูกต้องโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่กูวิจารณ์จึงไม่ใช่แค่โพสต์เดียว
กูกำลังดู วิธีการนำเสนอทั้งชุด
ถ้าเอาข้อมูลจากแบบจำลองพยากรณ์มาใช้ กูถามว่า
แบบจำลองบอกอะไร?
ถ้าเอาข้อมูลจากกรมอุตุฯ มาใช้ กูถามว่า
กรมอุตุฯ เตือนอะไรก่อน?
แล้วอะไรคือ สิ่งที่คนทำเพจตีความเพิ่มขึ้นมา
เพราะเครื่องมือพยากรณ์เป็นเพียงเครื่องมือ
มันไม่ได้เขียนคำว่า “มหาอุทกภัยใน 120 ชั่วโมง” ให้ใครโดยอัตโนมัติ
คนที่เอาข้อมูลมาเรียบเรียงเป็นข้อความต่างหากที่ต้องรับผิดชอบต่อถ้อยคำของตัวเอง
และถ้าจะบอกว่า
“เขาแม่น”
กูก็ไม่ได้ห้าม
แต่ถ้าจะพิสูจน์ความแม่น
ก็เปิดให้ดูทั้งประวัติ
ดูทั้งสิ่งที่ถูก
ดูทั้งสิ่งที่พลาด
ดูโพสต์ที่เคยเผยแพร่
ดูสิ่งที่เคยลบ
ดูที่มาของข้อมูล
ดูว่ามีอะไรที่นำมาจากคนอื่น
ไม่ใช่เลือกจำเฉพาะวันที่ตัวเองถูก
และนี่แหละคือจุดที่กูตั้งคำถามกับ “การขยายเรื่อง”
กูไม่ได้ถามแค่ว่าเพจนั้นพูดอะไร
กูกำลังถามด้วยว่า
ทำไมเรื่องนี้ถึงถูกขยายจนมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ?
เพจหนึ่งพูดว่าอาจเกิดมหาอุทกภัย
จากนั้นก็มีคนเอาไปขยายต่อ
มีการเอาน้ำท่วมมาเชื่อม
เอาความกลัวของประชาชนมาเติม
แล้วเอาไปผูกกับการวิจารณ์รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ
จนท้ายที่สุดมันไม่ได้เหลือแค่เรื่อง “พยากรณ์อากาศ”
แต่มันกลายเป็นเรื่องทางการเมืองไปด้วย
นี่แหละที่กูตั้งคำถาม!!
เพราะถ้าเอาเรื่องภัยพิบัติมาขยายเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเพจที่มีเนื้อหาทางการเมืองอยู่แล้ว
ประชาชนก็มีสิทธิ์ถามว่า
กำลังเตือนภัย หรือกำลังใช้ภัยพิบัติมาเพิ่มน้ำหนักให้กับการเมือง?
กูไม่ได้บอกว่าคำตอบมีแค่ด้านเดียว
แต่ กูมีสิทธิ์ถาม
และกูไม่เห็นด้วยกับการเอาเครื่องมือมาดูถูกหน่วยงาน
ถ้าคนหนึ่งใช้แบบจำลองพยากรณ์ใน app มือถือแล้วเห็นสัญญาณบางอย่างก่อนหน่วยงานรัฐ
ก็เอามาวิเคราะห์ได้
แต่การที่เครื่องมือแสดงสัญญาณบางอย่าง ไม่ได้แปลว่าคนใช้เครื่องมือนั้นสามารถฟันธงผลลัพธ์ได้ทุกอย่าง
และการที่กรมอุตุนิยมวิทยาไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงเท่าคนในโซเชียล
ก็ไม่ได้หมายความว่า
กรมอุตุฯ ไม่รู้เรื่อง
หรือ
เครื่องมือของคนในโซเชียลเหนือกว่าหน่วยงานรัฐ
เพราะหน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบต่อคำเตือนที่ส่งออกไปกับประชาชนทั้งประเทศ
ต้องประเมินความเสี่ยง
ต้องประเมินความไม่แน่นอน
และต้องระวังไม่ให้การสื่อสารกลายเป็นความตื่นตระหนก
ในขณะที่คนทำเพจสามารถเลือกใช้ถ้อยคำที่แรงกว่านั้นได้
นี่คือความแตกต่างที่ต้องมองให้ออก
เครื่องมือคือเครื่องมือ
ข้อมูลคือข้อมูล
การวิเคราะห์คือการวิเคราะห์
และคำขยายของคนทำคอนเทนต์ก็คืออีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนเรื่องการเมือง กูก็พูดตรง ๆ
กูเองก็พูดการเมือง
กูเปิดจุดยืนของกู
กูไม่เคยอ้างว่ากูเป็นนักอุตุนิยมวิทยา
กูไม่เคยบอกว่ากูเป็นเจ้าของความจริงเรื่องอากาศ
เพราะฉะนั้นกูไม่ได้มีปัญหากับการที่ใครจะพูดการเมือง
แต่เมื่อเพจหนึ่งมีทั้งเนื้อหาสภาพอากาศและเนื้อหาการเมือง
เมื่อสื่อมีการเอาเรื่องน้ำท่วมไปขยายต่อพร้อมกับการวิจารณ์รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐ
กูก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงวิธีนำเสนอ
อะไรคือข้อมูล
อะไรคือการวิเคราะห์
อะไรคือความเห็น
และอะไรคือการสื่อสารทางการเมือง
แยกให้ประชาชนเห็นครับ
ส่วนใครอยู่กรุงเทพฯ แล้วน้ำท่วม ก็กลับไปถามคนที่คุณเลือกมาเอง
ถ้าพื้นที่ของคุณน้ำท่วม
คุณมีสิทธิ์ถามผู้ว่าฯ กทม. ที่ประชาชนเลือกโดยตรง
ถามฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่มีหน้าที่เรื่องระบายน้ำ
ส่วน ส.ส. เขตของคุณ ก็ถามในฐานะผู้แทนประชาชน ว่าก่อนหน้าที่มีคำเตือนรับปัญหาไปตรวจสอบหรือผลักดันอะไรบ้าง
ถามให้ถูกหน้าที่
คนที่มึงเลือกมาเอง ก็กลับไปถามคนที่มึงเลือกมาเองครับ
น้ำท่วมแล้วไม่ต้องเอากูไปเป็นจำเลยแทน
เพราะฉะนั้น อย่ามาบอกว่ากูปั่น
กูไม่ได้พูดว่าน้ำจะไม่ท่วม
กูไม่ได้พูดว่าฝนจะไม่ตก
กูไม่ได้บอกประชาชนว่าไม่ต้องระวัง
กูรู้อยู่แล้วว่าฝนจะหนัก และกรมอุตุฯ ก็เตือนมาก่อนแล้ว
สิ่งที่กูตั้งคำถามคือ
“120 ชั่วโมง”
“มหาอุทกภัย”
ที่มาของข้อมูล
การขยายความ
การเอาภัยพิบัติมาเพิ่มน้ำหนักให้กับพื้นที่ทางการเมือง
การดูถูกเครื่องมือและหน่วยงานรัฐ
และ มาตรฐานที่ใช้วัดว่าใครแม่น
ถ้าบางส่วนของเพจนั้นทายถูก
กูให้เครดิต
แต่เครดิตนั้นไม่ได้ทำให้คำถามอื่นหายไป เพราะกรมอุตุก็ไม่ได้ทายผิด
ถ้าจะบอกว่ากูปั่น
เอาหลักฐานมาครับ
ไม่ใช่เอาภาพน้ำท่วมวันนี้มาแซะมาด่ากู
เพราะ กูเห็นน้ำท่วมเหมือนมึง
สิ่งที่กูถามไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้
กูถามสิ่งที่ถูกพูดไว้ก่อนหน้านี้ และถามว่าทำไมมันจึงถูกขยายไปไกลกว่าข้อมูลต้นทาง
ดังนั้นถ้าจะเถียงกับกู
กลับมาตอบสิ่งที่กูพูด
ไม่ใช่ตอบสิ่งที่มึงอยากให้กูพูด
และถ้าพื้นที่มึงน้ำท่วมในกรุงเทพฯ
ก็กลับไปถาม ส.ส. ของมึง กับผู้ว่าฯ กทม. ที่มึงเลือกมาเอง
อย่าเอากูไปเป็นคนรับผิดแทน
กูตั้งคำถามของกู — มึงก็กลับไปถามคนที่มึงเลือกกันมาเองครับ
พร้อมกันนี้ยังคอมเมนต์เสริมอีกว่า
พร้อมกันนี้ยังคอมเมนต์เสริมอีกว่า
พวกมึงที่เข้ามาแซะกูว่า “กูปั่น” “กูแซะเขา” ก่อนจะพิมพ์อะไรต่อ กลับไปอ่านสิ่งที่กูเขียนให้ครบก่อนครับ
กูไม่ได้บอกว่าฝนไม่ตก
กูไม่ได้บอกว่าน้ำไม่ท่วม
กูไม่ได้บอกว่าไม่ต้องระวัง
กูตั้งคำถามกับการเอาข้อมูลอากาศไปขยายจนกลายเป็นเรื่องการเมืองต่างหาก
และวันนี้มันเริ่มเห็นผลแล้วว่าเรื่องมันไปไกลแค่ไหน จากการปั่นกระแสจนถึงขั้นมีคนเรียกร้องให้ เอาคนของกรมอุตุนิยมวิทยาออกจากงาน
นี่แหละครับที่กูถามว่า
เรากำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือกำลังเอาความกลัวของประชาชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง?
ถ้ากรมอุตุฯ พลาด เอาข้อมูลมาถกกันได้เต็มที่
ถ้าเพจไหนพลาด ก็ตรวจสอบเหมือนกัน
ถ้าสื่อขยายเกินข้อเท็จจริง ก็ต้องถามสื่อด้วย
อย่าใช้มาตรฐานสองชุด
ทายถูกครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าพูดถูกทุกเรื่อง
ยอดวิวเยอะ ไม่ได้แปลว่าข้อมูลถูก
คนแชร์เยอะ ไม่ได้แปลว่ากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ
เพราะฉะนั้นก่อนจะมาด่ากูว่า “ปั่น”
เอาหลักฐานมาครับว่ากูปั่นตรงไหน
ส่วนเรื่องกรมอุตุฯ ผมขอพูดตรง ๆ ว่า
การตรวจสอบหน่วยงานทำได้ แต่การลากคนทำงานไปเป็นแพะจากกระแสที่ถูกปั่นบนโซเชียล มันอีกเรื่องหนึ่ง
อย่าให้การเมืองทำให้เราลืมว่า
คนทำงานก็เป็นคน และความจริงไม่ควรถูกตัดสินด้วยยอดแชร์ครับ
อยากเจอเวอร์ชั่นนี้ของกูมากนัก…วันนี้จัดให้แล้วครับ
ก่อนจะใช้คำว่า “มหาอุทกภัย” ลองย้อนกลับไปดูความหมายของมันก่อนครับ
มหาอุทกภัยไม่ใช่แค่มีน้ำท่วมถนน หรือมีรถจมน้ำแล้วเรียกว่ามหาอุทกภัย แต่ต้องมองทั้ง ชีวิต ทรัพย์สิน บ้านเรือน พื้นที่เกษตร อุตสาหกรรม การคมนาคม การจ้างงาน และเศรษฐกิจของประเทศ
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งธนาคารโลกระบุว่ากระทบประชาชนเกือบ 13 ล้านคน มีผู้เสียชีวิต 680 คน และสร้างความเสียหายและความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 1.43 ล้านล้านบาท หรือ 46.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 12.6% ของ GDP ประเทศไทย
บ้านเรือนเสียหาย คนต้องอพยพ โรงงานหยุดผลิต ห่วงโซ่อุปทานสะดุด ภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนัก และผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ประเทศไทย แต่ลามไปถึงห่วงโซ่การผลิตระดับโลกด้วย
นี่คือระดับความรุนแรงที่คำว่า “มหาอุทกภัย” มีน้ำหนัก
เพราะฉะนั้น ฝนตกหนักต้องเตือน
น้ำท่วมต้องรับมือ
ประชาชนต้องระวัง
แต่ถ้าจะยกระดับคำเตือนไปถึง “มหาอุทกภัย” ก็ควรมีข้อมูลรองรับให้สมกับคำ ไม่ใช่เอาภาพน้ำท่วมที่เกิดขึ้นจริงมาเป็นหลักฐานย้อนหลังว่า ทุกคำพูดก่อนหน้านั้นถูกต้องทั้งหมด
น้ำท่วมคือข้อเท็จจริง แต่ระดับของภัยต้องวัดด้วยความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจ ไม่ใช่วัดด้วยยอดแชร์ครับ
และขอบอกให้รู้ไว้ว่ากูไม่มีพฤติกรรมพูดอะไรไว้แล้วพอลบโพสต์ทิ้ง เพื่อให้เหลือแต่สิ่งที่ตัวเองพูดถูกเหมือนมันครับ
กูวิเคราะห์อะไร กูก็ลงไว้ตามที่กูวิเคราะห์
ผิดก็รับ
ถูกก็เป็นข้อมูลให้คนอ่านไปพิจารณา
ไม่ต้องย้อนกลับมาลบเพื่อรักษาภาพว่า “กูแม่น”
เพราะฉะนั้นถ้าจะเอาความแม่นมาเถียงกับกู เอาประวัติทั้งหมดมาเปิดดูครับ ไม่ใช่เลือกเฉพาะโพสต์ที่ตัวเองทายถูก
กูไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นนักอุตุนิยมวิทยา
กูไม่ได้อ้างว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง
กูเป็นคนวิเคราะห์ข่าวและข้อมูล แล้วกูก็ประกาศจุดยืนของกูตรง ๆ
วิเคราะห์ผิด กูรับผิดชอบคำพูดตัวเอง
วิเคราะห์ถูก ก็ไม่ต้องลบคำพูดเก่าเพื่อทำให้ตัวเองดูแม่นขึ้น
นี่แหละมาตรฐานที่กูใช้กับตัวเอง และกูก็ใช้มาตรฐานเดียวกันเวลาตั้งคำถามกับคนอื่น
ถ้าจะเถียงกัน เอาข้อมูลมาชนกันครับ ไม่ใช่เอาโพสต์ที่ถูกเลือกไว้แล้วมาชนกับกูคับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

