หนี้สินโลกพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แตะ 12,000 ล้านล้านบาท จีน-สหรัฐฯ ตัวตึงก่อหนี้รายใหญ่ของโลก

28 กันยายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เปิดรายงานข้อมูลล่าสุดจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) หนี้สินทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 3.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี โดย จีน และ สหรัฐอเมริกา เป็นตัวการหลักที่ทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลที่ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังของโลก
โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงยอดหนี้รวมจากภาคส่วนผู้กู้ยืมหลักทั้ง 4 ภาค ได้แก่ ภาครัฐ ภาคครัวเรือน ภาคการเงิน และภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่กว่า 100 แห่ง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 6 ตามรายงาน "Global Debt Monitor" ฉบับล่าสุดของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าของกลุ่มธนาคาร
นายเอ็มเร ทิฟติก (Emre Tiftik) ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดโลกและนโยบายของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) กล่าวว่า คลื่นหนี้สินในรอบปัจจุบันมีความแตกต่างจากรอบก่อนหน้านี้ ซึ่งเกิดจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น วิกฤติการเงินโลกในปี 2551 และการระบาดของโรคโควิด-19
ซึ่สภาวะครั้งนี้ไม่ได้มีวิกฤตการณ์เฉพาะเจาะจงใดๆ เกิดขึ้น สถานการณ์ทั้งหมดขับเคลื่อนโดยวัฏจักรเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เกิดจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ พลังงาน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และการป้องกันประเทศ เนื่องจากการใช้จ่ายข้างต้นเป็นเชิงโครงสร้าง มากกว่าเป็นไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ และหนี้สินเหล่านี้จึงจะยังคงอยู่ต่อไป
โดยหนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 334 ล้านล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยการขยายตัวดังกล่าวถูกจำกัดด้วยต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและความผันผวนที่เกี่ยวข้องกับสงครามในอิหร่าน ทั้งนี้ IIF ตั้งข้อสังเกตว่าการชะลอตัวของการก่อหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนที่สุดในกลุ่มสถาบันการเงินและภาคครัวเรือนและความผันผวนที่เชื่อมโยงกับสงครามในอิหร่าน
ข้อมูลการคำนวณที่อ้างอิงตัวเลขของ 'ไอไอเอฟ' เปิดตัวเลขให้เห็นว่า เฉพาะจีนเพียงประเทศเดียวมียอดการกู้ยืมใหม่มากกว่า 4.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยราว 160 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้หนี้สาธารณะรวมของจีนพุ่งสูงถึง 72.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 2,420 ล้านล้านบาท)
การเพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศจีน ซึ่งรายได้จากการขายที่ดินที่ลดลงและการชะลตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อได้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลท้องถิ่น หนี้ของภาคเอกชนก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยหลายบริษัทกำลังเผชิญกับอัตรากำไรที่ลดลงท่ามกลางความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
ขณะที่ สหรัฐอเมริกา หนี้สาธารณะรวมเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 117 ล้านล้านบาท) เป็น 111.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทยราว 3,731 ล้านล้านบาท) ในช่วงหกเดือน ตามข้อมูลจาก 'ไอไอเอฟ' ซึ่งดูเหมือนว่าส่วนใหญ่เกิดจากภาคการเงินและภาครัฐ โดยหนี้ของรัฐบาลกลางแตะระดับ 122.3 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในไตรมาสที่สอง
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในเดือนสิงหาคม ซึ่งยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

