คอลัมน์ : คิดด้วยพลเมือง (See-Think-Cen')

อย่าเอาอายุราชการไปแลกกับการทุจริตที่นายสั่งมา
ข้าราชการคนหนึ่งอาจใช้เวลายี่สิบหรือสามสิบปีสร้างชื่อเสียงจากการทำงาน แต่ชื่อเสียงที่สะสมมาทั้งชีวิตอาจพังลงได้จากการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว หากวันหนึ่งมีผู้มีอำนาจบอกว่า “ช่วยเรื่องนี้หน่อย” “เซ็นไปก่อน” หรือ “ทำตามนโยบายไปเถอะเดี๋ยวผู้ใหญ่รับผิดชอบเอง” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคำสั่งนั้นมาจากใคร แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่ถูกสั่งให้ทำนั้นถูกกฎหมายและรักษาประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ เพราะตำแหน่งทางการเมืองเปลี่ยนได้ทุกปี แต่ลายเซ็นในเอกสารราชการ ประวัติการรับราชการ และความรับผิดทางกฎหมายของผู้ปฏิบัติไม่ได้หายไปพร้อมกับผู้มีอำนาจ
งานวิจัยเรื่องระบบราชการและคอร์รัปชันให้ข้อค้นพบที่สำคัญมากว่า ระบบราชการที่ยืนอยู่บนหลักความสามารถและมีระยะห่างจากการแทรกแซงทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับคอร์รัปชันที่ต่ำกว่า เหตุผลหนึ่งคือ เมื่อข้าราชการไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณทางตำแหน่งต่อนักการเมือง เขามีอิสระมากขึ้นที่จะปฏิเสธแรงกดดันและตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายการเมือง
สำหรับประเทศไทย หลักที่ข้าราชการควรยึดไว้ให้มั่นมีอยู่แล้วในกติกาของระบบราชการ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนกำหนดหน้าที่ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่สั่งในหน้าที่ราชการ โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ และหากเห็นว่าคำสั่งจะทำให้ราชการเสียหายหรือไม่รักษาประโยชน์ของราชการ ก็มีช่องทางให้เสนอความเห็นเป็นหนังสือเพื่อให้ทบทวนคำสั่งขณะที่มาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐกำหนดไว้ตรงไปตรงมาว่า ต้อง “กล้าตัดสินใจและกระทำในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม” และคิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว
คดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ในปัจจุบัน เป็นภาพเตือนใจที่ควรติดตามอย่างระมัดระวัง ณ วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาข้าราชการ 7 คนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบ โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และคดีอยู่ในกระบวนการส่งต่อให้ ป.ป.ช. ไต่สวน จึงต้องย้ำว่าผู้ถูกกล่าวหายังไม่ใช่ผู้กระทำผิดจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยตามกระบวนการยุติธรรม นี่คือบทเรียนที่สำคัญ และในวันที่ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นรัฐบาลระบบเปิดมากขึ้น คำว่านายสั่งมาจะกลายเป็น Digital footprint ที่ตรวจย้อนกลับมาหาข้าราชการทุกคนได้เสมอ เมื่อกระบวนการที่ไม่ชอบถูกเปิดออกคนที่ลงมือ เข้าถึงข้อมูล แก้เอกสาร อนุมัติ หรือใช้อำนาจหน้าที่ ย่อมต้องตอบคำถามกับกระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง เพราะคำว่า “ผู้ใหญ่สั่งมา” ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงในเอกสารหายไป
ฉะนั้น สำหรับข้าราชการแต่ละท่าน ถ้ามีใครบอกว่า “ทำเรื่องนี้ให้ แล้วจะช่วยเรื่องตำแหน่งให้” ให้ถาม
ตัวเองว่า ตำแหน่งที่สูงขึ้นหนึ่งระดับคุ้มกับชื่อที่อาจอยู่ในสำนวนคดีไปตลอดชีวิตหรือไม่ คนที่รับปากว่าจะดูแลเราในวันนี้อาจไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนั้นเมื่อมีการตรวจสอบอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า ไม่มีผู้มีอำนาจคนใดสามารถย้อนกลับมาลบลายเซ็นของเราออกจากเอกสารหรือรับความรับผิดแทนทุกการตัดสินใจที่เราทำในหน้าที่ได้ การแลกหลักการกับความก้าวหน้าในระยะสั้นจึงเป็นการเดิมพันด้วยทรัพย์สินที่แพงที่สุดของข้าราชการ นั่นคือ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และเกียรติของชีวิตราชการ
การยืนหลังตรงจึงไม่ใช่การประกาศสงครามกับนักการเมือง และไม่ควรกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายการเมือง” กับ “ฝ่ายราชการ” เพราะในระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายการเมืองมีความชอบธรรมในการกำหนดนโยบาย ส่วนข้าราชการมีหน้าที่นำไปปฏิบัติอย่างมืออาชีพภายในกรอบกฎหมาย
แต่ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องต้องมีการถ่วงดุลกัน งานด้านระบบราชการชี้ว่า เมื่อข้าราชการมีความเป็นมืออาชีพและไม่ได้ผูกอนาคตของตัวเองไว้กับผู้แต่งตั้งทางการเมือง จะเกิดพื้นที่ให้ทั้งนักการเมืองและข้าราชการตรวจสอบซึ่งกันและกันมากขึ้น การปฏิเสธคำสั่งที่มิชอบจึงไม่ใช่การต่อต้านประชาธิปไตย หากเป็นการปกป้องประชาธิปไตยไม่ให้อำนาจจากการเลือกตั้งถูกนำไปใช้เหนือกฎหมาย
ท้ายที่สุดแล้ว อยากฝากประโยคหนึ่งถึงข้าราชการไทยทุกคนว่า อย่าเอาอายุราชการไปแลกกับการทุจริตที่ใครสั่งมา ไม่ว่าคนสั่งจะเป็นนักการเมืองจากพรรคใด ผู้บังคับบัญชาระดับไหน หรือมีอำนาจช่วยเรื่องตำแหน่งได้มากเพียงใด เมื่อเห็นความผิดปกติ ให้ถาม ให้ทักท้วง ให้บันทึกข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษร และใช้ช่องทางตามกฎหมาย เพราะวันหนึ่งตำแหน่งทุกตำแหน่งต้องสิ้นสุดลง สิ่งที่เหลือคือคำตอบว่า ในวันที่ต้องเลือกระหว่างความก้าวหน้าของตัวเองกับประโยชน์ของประชาชน เราเลือกอะไร ข้าราชการที่มีศักดิ์ศรี คือคนที่แม้รู้ว่าการทำสิ่งถูกต้องอาจทำให้เส้นทางอาชีพยากขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมใช้ตราครุฑอำนาจรัฐ และลายเซ็นของตนรับรองสิ่งที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง
ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

