ทุ่ม4พันล้าน เยียวยาทั่วประเทศ อุตฯช่วยภาคธุรกิจ

ทุ่ม4พันล้าน
เยียวยาทั่วประเทศ
อุตฯช่วยภาคธุรกิจ
นายกฯ“อนุทิน”เผยครม.ไฟเขียวเคาะงบกลาง 4 พันล้าน เยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศตั้งรมว.กลาโหมดูแลกทม.สั่งได้ทุกหน่วย “วราวุธ”เผยก.อุตฯสำรวจความเสียหายน้ำท่วม40จังหวัด กระทบ1,267สถานประกอบการ เสียหาย22ล้านบาท พบSMEหนักสุด งัดมาตรการพักชำระหนี้-เตรียมทุนฉุกเฉิน-ฟื้นฟูกิจการ ด้านบีโอไอใช้มาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ประสบอุทกภัยพื้นที่เขตภัยพิบัติ เพื่อช่วยลดต้นทุนเร่งให้ภาคธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ
เมื่อวันที่29 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ถึงมาตรการเยียวยาผลกระทบจากน้ำท่วมว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแล้วโดยยึดตามกฎหมาย เราใช้งบกลางที่เหลืออยู่มาตั้งสำรองเอาไว้สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนประมาณ 4,000กว่าล้านบาท น่าจะเพียงพอในการเยียวยาและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั่วประเทศที่เกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่เฉพาะกทม.
เมื่อถามว่าจะได้ครัวเรือนละ 9,000 บาทใช่หรือไม่นายกฯกล่าวว่าต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมายซึ่งพื้นที่และหน่วยงานต้องเสนอขึ้นมา โดยมีคณะกรรมการซึ่งการบริหารสถานการณ์อุทกภัยหรือภัยธรรมชาติ ตอนนี้มีรองนายกฯและรัฐมนตรีดูแลแต่ละภาค โดยล่าสุดตั้งพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีดูแลพื้นที่กทม.วันนี้เราจึงมีตัวแทนโดยมติของคณะรัฐมนตรีคอยกำกับสั่งการประสานงานและดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายกฯในแต่ละภาคแต่ละพื้นที่ด้วยความชัดเจนซึ่งจะสั่งการได้ทุกหน่วยงาน
นายวราวุธศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมเปิดเผยว่าสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมหลายพื้นที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั้งโรงงาน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นิคมอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบ โดยศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤต กระทรวงอุตสาหกรรม(CMC)รายงานข้อมูล ณ วันที่ 28 กันยายน 2569 พบสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด รวม 1,267ราย คิดเป็นโรงงาน 52 ราย เอสเอ็มอี 1,162 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 51 ราย มีมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.18 ล้านบาทความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทั้งการพักชำระหนี้ สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ การซ่อมแซมเครื่องจักร รวมถึงสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ได้รับผลกระทบโดยข้อมูลเบื้องต้นมีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,081 ราย ได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว 204 ราย วงเงินรวม 769.06 ล้านบาท ขณะที่มาตรการเติมทุนฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูกิจการยังไม่มีผู้ใช้สิทธิในขณะนี้
นายวราวุธ กล่าวอีกว่าผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่โรงงาน แต่ลามถึงชุมชนโดยรอบนิคมฯ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำรอบนิคมอุตสาหกรรมบางชัน พบ 5 ชุมชนได้รับผลกระทบ รวม 1,712 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนเกาะจวน 638 ครัวเรือน ชุมชนบางชันพัฒนา 157 ครัวเรือน ชุมชนรามอินทราเนรมิตร620 ครัวเรือน ชุมชนสยามพัฒนา 150 ครัวเรือน และชุมชนริมคลองหลอแหล 147ครัวเรือน
ส่วนพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พบชุมชนได้รับผลกระทบ 7 แห่ง รวม 2,600 ครัวเรือน ได้แก่ ชุมชนลำพุทรา 80 ครัวเรือน ทิวไผ่พัฒนา 100 ครัวเรือน หมู่บ้านพัฒนาทิพพาวาส500 ครัวเรือน บึงบัว 800 ครัวเรือน มิตรสัมพันธ์ (หมู่ 9) 300 ครัวเรือน เลียบคลองมอญ 270 ครัวเรือน และวัดสุทธาโภชน์350 ครัวเรือน สะท้อนผลกระทบจากน้ำท่วมขังและการระบายน้ำที่กระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง
ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมใช้หลายมาตรการควบคู่กันทั้งโครงการ Rebuild SMEsของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.)หรือดีพร้อม เพื่อประเมินและฟื้นฟูธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ การพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับโรงงานในพื้นที่ประสบภัย รวมถึงสินเชื่อและการพักชำระหนี้ผ่าน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ และกองทุนหมุนเวียนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.)และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จะประสานเครือข่ายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่มีศักยภาพ เพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรของเอสเอ็มอี ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมระดมถุงยังชีพและสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ
ด้าน SME D Bank ได้รายงานว่า สาขาธนาคารส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ แต่สาขาระยองต้องปิดชั่วคราวจากน้ำท่วมถนนและพื้นที่หน้าสาขา พร้อมปรับเป็นการทำงานจากที่บ้านและให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ขณะที่ธนาคารอยู่ระหว่างติดตามและเยียวยาลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก รวม 641 ราย เพื่อประเมินความเสียหายและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะ โดยได้เตรียมมาตรการพักชำระหนี้-เตรียมทุนฉุกเฉินฟื้นฟูกิจการ
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบการ ซึ่งมาตรการช่วยเหลือครอบคลุม 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรใหม่ที่นำมาทดแทนเครื่องจักรเดิมที่เสียหาย การตัดบัญชีเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ชำรุดเสียหายโดยไม่มีภาระภาษี และการอนุญาตให้เพิ่มกำลังการผลิตตามขนาดของเครื่องจักรที่จัดซื้อเพิ่มเติมหรือนำมาทดแทนบีโอไอออกมาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการประสบอุทกภัย ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทดแทน และตัดบัญชีวัตถุดิบเสียหายไร้ภาระภาษี ยื่นขอสิทธิได้ภายใน 6 เดือน
สำหรับการขอรับสิทธิตามมาตรการดังกล่าว ผู้ประกอบการต้องมีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศเป็นเขตภัยพิบัติอุทกภัย โดยต้องยื่นคำขอพร้อมแนบหลักฐานความเสียหายภายในกรอบเวลา 6 เดือน นับจากวันที่สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ยุติลงตามประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยหรือเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติและการพิจารณาสิทธิประโยชน์เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ 15/2567 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ ป.7/2568 ซึ่งระบุขั้นตอนการขอแก้ไขโครงการ การนำเข้าเครื่องจักร การตัดบัญชี และการยื่นเอกสารความเสียหาย โดยผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์สามารถประสานงานโดยตรงกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

