ดร.รอยล เจาะลึก "ร่องมรสุม" เผยทางรอดน้ำท่วมกรุงเทพฯ แนะแก้ทิศทางระบายน้ำ ชี้เป้าจุดฝนถล่มด้วยค่า PM 2.5

จากรายการ สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ในวันที่ 30/09/69 ที่ดำเนินรายการโดย เด้ง บุญระดม จิตรดอน พร้อมแขกรับเชิญ ดร.รอยล จิตรดอน (เลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์) มาร่วมพูดคุยและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงแนวทางการรับมือและการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
"ร่องมรสุม" และความร้อนของเมือง ปัจจัยหลักกระตุ้นฝนตกหนัก
ดร.รอยล เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝนตกหนักในกรุงเทพมหานคร เกิดจากลักษณะของเมืองที่มีประชากรหนาแน่นกว่า 10 ล้านคน ทำให้เกิดความร้อนสะสมมหาศาล ซึ่งความร้อนนี้ทำหน้าที่ดึงดูดความชื้นและฝนเข้ามาในพื้นที่ นอกจากนี้ รูปแบบของสภาพอากาศได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มักเฝ้าระวังพายุไต้ฝุ่นหรือดีเปรสชัน ปัจจุบัน "ร่องมรสุม" กลายเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและแช่ขัง ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดจากพายุ 5 ลูก แต่แท้จริงแล้ว ร่องมรสุม 3 ครั้งที่พาดผ่านต่างหากที่เป็นตัวการหลักที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนมีมากกว่าปริมาณน้ำจากพายุเสียอีก

ในปัจจุบัน ประเทศไทยต้องเผชิญกับกระแสน้ำและร่องความกดอากาศต่ำที่ปะทะกันจากหลายทิศทาง ทั้งจากทะเลอันดามัน ทะเลจีนใต้ และกระแสน้ำฝั่งเวียดนาม ทำให้เกิดฝนตกหนักและแช่ขังเป็นเวลานาน สิ่งนี้คือผลกระทบที่ชัดเจนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทำให้การคาดการณ์สภาพอากาศทำได้ยากยิ่งขึ้น เนื่องจากปฏิกิริยาการเกิดฝนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน (Step function) ซึ่งแม้แต่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ยังใช้คาดการณ์ได้ยาก
เปรียบเทียบสถานการณ์น้ำท่วม: พื้นที่และการรับมือ
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณฝนระหว่างพื้นที่หาดใหญ่และกรุงเทพฯ พบว่า หาดใหญ่เผชิญกับปริมาณฝนที่หนักกว่ากรุงเทพฯ ถึง 2 เท่า และตกต่อเนื่องยาวนานถึง 7 วัน จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่าน 2 ด้าน
หากเทียบกับสถานการณ์ในปี 2554 บริเวณพื้นที่ฝั่งธนบุรีแทบไม่เจอปัญหาน้ำท่วมหนักในปีนี้ เนื่องจากความร้อนในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ได้ผลักดันและดึงดูดให้กลุ่มฝนลอยตัวไปตกหนักในพื้นที่ปริมณฑล เช่น ปทุมธานี รังสิต และดอนเมือง แทน อย่างไรก็ตาม พื้นที่อย่างรังสิตยังคงเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เนื่องจากการระบายน้ำยังคงมีอุปสรรคทางกายภาพ เช่น การวางแผนระบายน้ำลงแม่น้ำบางปะกง ซึ่งมีระดับน้ำสูงกว่าพื้นที่รังสิตถึง 1.6 - 2 เมตร ทำให้การระบายน้ำตามธรรมชาติทำได้ยากลำบาก

ปัญหาแผ่นดินทรุดและทางออกของการระบายน้ำ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก เช่น ลาดกระบัง รามคำแหง และสายไหม เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง คือภาวะแผ่นดินทรุดตัวจากการใช้น้ำบาดาลในอดีต ดร.รอยล เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาในพื้นที่ลุ่มต่ำเหล่านี้ ไม่สามารถพึ่งพาการไหลของน้ำตามธรรมชาติได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องนำ "เรือผลักดันน้ำ" มาช่วยเร่งส่งน้ำข้ามสันดอนและคลองต่างๆ เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทยผ่านทางสถานีชลหารพิจิตร รวมถึงต้องประยุกต์ใช้ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบสูบถอย (Polder System) คล้ายกับที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ใช้ เพื่อรับมือกับพื้นที่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล
นอกจากนี้ ยังต้องแก้ไขทิศทางการระบายน้ำที่มีความคลาดเคลื่อน เช่น คลองสามเสนที่ควรระบายลงคลองบางซื่อเพื่อออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง มากกว่าการส่งน้ำไปอ้อมที่สถานีสูบน้ำบึงพระรามเก้า สำหรับพื้นที่รับน้ำอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำทุกปี ดร.รอยล เสนอให้ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรจากการทำนาข้าว เป็นการทำเกษตรร่องสวน ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ทนทานต่อน้ำท่วมและมีมูลค่าสูง เช่น ปาล์มน้ำมัน หรือมะพร้าว ซึ่งจะช่วยยกระดับพื้นที่ให้สูงขึ้นและสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่าให้กับเกษตรกร
ความท้าทายในการเตือนภัย และ PM 2.5 สัญญาณเตือนฝนถล่ม
ด้านระบบการเตือนภัย ดร.รอยล ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยมักคาดหวังความแม่นยำในการพยากรณ์ถึง 100% ทำให้หน่วยงานราชการเกิดความลังเลและไม่กล้าประกาศเตือนภัยอย่างทันท่วงทีเพราะเกรงกลัวความผิดพลาด สิ่งที่ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือการสร้างความคุ้นเคยด้วยการ "ซ้อมอพยพเตือนภัย" อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้นในอนาคต การพยากรณ์อากาศในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยฐานข้อมูลทางคณิตศาสตร์เชิงลึก ซึ่งประเทศไทยยังขาดการนำคณิตศาสตร์มาประยุกต์ใช้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อเทียบกับประเทศอย่างจีนหรือในทวีปยุโรป
ที่น่าสนใจคือ ดร.รอยล ได้ให้ข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับการพยากรณ์จุดเกิดฝนตกหนักในระดับท้องถิ่น โดยให้ประชาชนสังเกตค่าฝุ่น PM 2.5 ในช่วงฤดูฝน ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเผาพื้นที่ป่า แต่เกิดจากควันไอเสียรถยนต์ที่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่มีสภาพอากาศนิ่งและความร้อนสะสมสูง พื้นที่ใดที่มีค่า PM 2.5 สูงผิดปกติในฤดูฝน จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ชัดเจนว่ากลุ่มฝนจะถูกความร้อนดึงดูดให้ไปตกหนักในบริเวณนั้นอย่างแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

