อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์คำวินิจฉัยปธ.ศาลอุทธรณ์ ปม กกต. พิมพ์ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง

วันนี้ 17 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์วิเคราะห์ประเด็นข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญ กรณีประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ วท 12/2569 (ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ชี้ขาดว่าคดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธานและกรรมการ กกต. รวมถึงเลขาธิการ กกต. กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีข้อความว่า
"ประธานศาลอุทธรณ์กลับแนวคดีอาญาทุจริต (วท 12/2569): เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” อาจกลายเป็น “ช่องทางเดียว” และผลกระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ท่ามกลางแรงกดดันทางสังคมและการเรียกร้องจากภาคประชาสังคม คณาจารย์นิติศาสตร์ ทนายความ และนักกฎหมาย ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกิดประเด็นข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ครั้งสำคัญ เมื่อประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ วท 12/2569 (ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569) ชี้ขาดว่า คดีที่ผู้เสียหายฟ้องประธาน กกต., กรรมการ กกต. และเลขาธิการ กกต. ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ (ภาค 4) ประเด็นสำคัญไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ว่าคดีใดควรอยู่ในอำนาจของศาลใด แต่คือคำถามที่ว่า เหตุใดแนววินิจฉัยจึงพลิกกลับจาก วท 12/2562 (ลงวันที่ 4 กันยายน 2562) ทั้งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับเดียวกัน และผลลัพธ์นี้ส่งผลต่อสิทธิของผู้เสียหายอย่างไร?

1.เปรียบเทียบสองแนวคิด: วท 12/2562 vs วท 12/2569
วท 12/2562 (คุ้มครองสิทธิฟ้องคดีของราษฎร): คดีฟ้อง กกต. กรณีตรวจสอบคุณสมบัติผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ประธานศาลอุทธรณ์ในขณะนั้นเห็นว่า กกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การกระทำตามฟ้องเป็นการกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเองและไม่สามารถเข้าสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ คดีจึงอยู่ในเขตอำนาจของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
วท 12/2569 (ยึดเขตอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญ): คดีฟ้อง กกต. กรณีการพิมพ์ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10 วางระบบตรวจสอบองค์กรอิสระไว้เป็นการเฉพาะ และมาตรา 5 ได้ บัญญัติห้ามมิให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาฯ ไว้พิจารณา คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 4
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่อาจอธิบายง่ายๆ เพียงว่า "เพราะรัฐธรรมนูญเปลี่ยน" เนื่องจากทั้งสองคดีเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 เช่นเดียวกัน
2. บทเรียนจากฎีกาประชุมใหญ่ 5673/2562: “ช่องทางพิเศษ” มิใช่ “ช่องทางเดียว”
ความแหลมคมทางนิติศาสตร์ยิ่งชัดเจนเมื่อพิจารณา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5673/2562 (โดยมติที่ประชุมใหญ่) ซึ่งวางหลักการสำคัญไว้ว่า:
การที่กฎหมายกำหนดกระบวนการพิเศษในการดำเนินคดีกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ (เช่น ผ่าน ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุด) เป็นเพียงบทบัญญัติที่ "เพิ่มช่องทาง" มิได้หมายความว่าเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีอาญาด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)
ศาลฎีกาได้พิจารณาโครงสร้าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคสอง (1) แล้วเห็นว่า บทยกเว้นเรื่องอำนาจศาลฎีกาฯ หมายถึงกรณีที่ ป.ป.ช. หรือ อสส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แต่หากราษฎรเป็นผู้เสียหายฟ้องเอง สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ย่อมนำคดีมาสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้
3. เมื่อ “ช่องทางพิเศษ” อาจกลายเป็น “ช่องทางปิดล้อม” และสิทธิที่หายไป
หากยึดตามแนว วท 12/2569 จะเกิดปัญหา "สิทธิล่องหน (Illusionary Right)" ของประชาชนทันที:
ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลฎีกาฯ ไม่ได้ (เพราะ พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 23 ให้สิทธิเฉพาะ ป.ป.ช. หรือ อสส.)
ราษฎร ฟ้องตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ได้ (เพราะ วท 12/2569 ชี้ว่าไม่อยู่ในอำนาจ)
ราษฎร ฟ้องศาลยุติธรรมปกติไม่ได้ (เพราะติด พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ)
คำถามสำคัญคือ สิทธิการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานอันแท้จริง จะสามารถใช้ได้จริงผ่านศาลใดและด้วยกระบวนการใด? หากการตีความกฎหมายทำให้สิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายไม่สามารถใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ย่อมกระทบต่อหลักการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างรุนแรง
4. ลูกคลื่นสะเทือนถึง “คดีเก่า” ที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์
ผลกระทบของ วท 12/2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคดีใหม่ แต่อาจส่งแรงสะเทือนไปถึงคดีที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ เคยรับไว้ พิจารณา และมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เช่น คดีนาฬิกาเพื่อน (ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกอดีตประธานและอดีตกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ 27 พฤษภาคม 2569)
หากจำเลยในคดีเก่าหยิบยกแนวคำวินิจฉัย วท 12/2569 ขึ้นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณามาตั้งแต่แรก ศาลอุทธรณ์จะเผชิญกับเงื่อนไขทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาตรา 11 ที่ระบุให้ "คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด" ซึ่งอาจบีบให้ศาลอุทธรณ์จำต้องพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุขาดเขตอำนาจศาล
5. ความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย และข้อเสนอเชิงระบบ
ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการครอบงำทางการเมือง แต่ ความเป็นอิสระต้องควบคู่ไปกับความรับผิด (Accountability) ต่อประชาชน ฝ่ายบริหารของศาลยุติธรรมและสถาบันทางกฎหมายจึงควรพิจารณาแก้ไขปัญหานี้เชิงระบบ:
ทำความชัดเจนเรื่องความแตกต่าง: จัดทำบทศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายระหว่าง วท 12/2562 และ วท 12/2569 เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่คาดหมายได้
ชี้ขาดความสัมพันธ์ของบทบัญญัติ: สังคายนาความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐธรรมนูญ ม.235, พ.ร.ป.วิ.อาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ และ ป.วิ.อ. ม.28 (2)
ทบทวนช่องทางฟ้องคดีของประชาชน: ตอบสังคมให้ชัดเจนว่า เมื่อราษฎรได้รับความเสียหายจากการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ประชาชนมีช่องทางตามกฎหมายใดในการนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
บทสรุป: การตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัย วท 12/2569 ไม่ใช่การก้าวล่วงอำนาจตุลาการ แต่เป็นการแสวงหาความจริงทางนิติศาสตร์ เพื่อให้ระบบกฎหมายไทยรักษาไว้ซึ่งความสมดุลระหว่าง "ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระ" และ "สิทธิอันชอบธรรมของประชาชน" ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 17/8/69
หมายเหตุ คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ ที่ วท 12/2569 ลงวันที่ 5 พฤษภาคม 2569
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๙๑, ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๖๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๖๑ มาตรา ๑๖๔
ศาลชั้นต้นตรวจฟ้องแล้ว เห็นว่าโจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ซึ่งเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา แต่จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนจำเลยที่ ๘ โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่าร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ กรณีมีปัญหาว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.๒๕๕๙ มาตรา ๑๑
พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องสรุปความได้ว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่ ๑๐ จังหวัดขอนแก่น โจทก์ ๒ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดขอนแก่น จำเลยทั้งแปดเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยจำเลยที่ ๑ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่'๒ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดูแลควบคุมการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมตามกฎหมาย ออกข้อกำหนด ระเบียบ หรือประกาศใดๆ อันชอบด้วยกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งการเลือกตั้ง ส่วนจำเลยที่ ๘ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานโดยทั่วไปของกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบ ประกาศ และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จำเลยทั้งแปดได้พิมพ์หรือสั่งพิมพ์รหัสหรือเครื่องหมาย QR Code ลงในบัตรเลือกตั้งพร้อมระบุเลขที่ที่ตรงกับ OR Code ในต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งพร้อมระบุเลขที่ที่ตรงกับบาร์โค้ดในต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งสำหรับเลือกตั้งพรรคการเมือง ซึ่งมิได้เป็นไปเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หากแต่ทำให้บุคคลอื่นสามารถสืบค้นเพื่อเชื่อมโยงว่าบัตรเลือกตั้งตรงกับต้นขั้วฉบับใด และทำให้ล่วงรู้ว่าผู้ใช้สิทธิลงคะแนนใช้สิทธิในเขตเลือกตั้งใด และกากบาทลงคะแนนเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ทำให้การเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเฉพาะโจทก์ทั้งสองไม่มีความเป็นอิสระ และไม่เป็นความลับขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๕ การกระทำของจำเลยทั้งแปดจึงเป็นการร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และยังเป็นการจงใจทำเครื่องหมายเพื่อเป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรเลือกตั้ง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๖๙ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๑๖๔ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๓๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับขณะที่โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ได้บัญญัติถึงกระบวนการตรวจสอบการปฎิบัติหน้าที่และการดำเนินคดีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือมีการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระผู้ใดมีพฤติการณ์ตามมาตรา ๒๓๔ (๑) ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไต่สวนข้อเท็จจริง และหากมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เห็นว่าผู้นั้นมีพฤติการณ์หรือกระทำความผิดตามที่ไต่สวน หากเป็นกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย แต่หากเป็นกรณีอื่นให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำเนินการอื่นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้ เพื่อให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและคุ้มครองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ (๑)'และ (๓) บัญญัติให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและบุคคลอื่นที่มีใช่ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระร่วมกันจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจจัดตอบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕ ยังได้บัญญัติห้ามมีให้ศาลอื่นรับคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้พิจารณาพิพากษา คดีของโจทก์ทั้งสองจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งนี้ ตามความในมาตรา ๓ วรรคสอง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.ศ. ๒๕๕๙
วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประประพฤติมิชอบ #ศาลอาญาคดีทุจริต #ประธานศาลอุทธรณ์ #องค์กรอิสระ #กกต #ปปช #นิติศาสตร์ #สิทธิฟ้องคดี #ความยุติธรรม #ข้อความคิดทางกฎหมาย #ปวิอ28 #วท12_2569 #ฎีกา5673_2562 #วัสติงสมิตร

หลังจากที่โพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"เรื่องนี้ท่านอาจารย์ คงต้องเหนื่อย ตอบคำถาม ในวันสัมมนา ที่จะถึงนี้ เพราะเป็นคดีสำคัญ เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ และรอดูผล การวินิจฉัยว่า องค์กรอิสระ จะมีอภิสิทธ์ คุ้มครอง แบบใหน แค่เขตอำนาจศาล ก็เป็นเรื่องยาก แล้วค่ะ ท่าน"
"เหตุเพราะ ปธ ศาลอุทธรณ์ เปลี่ยนบ่อย มีอายุในตำแหน่งปีละคน เมื่อเป็นคนละคนกัน .. จึงต่างมีความเห็นไปคนละทางตามที่ตนเข้าใจ .. จึงออกผลคำวินิจฉัยต่างกัน .. ซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง ปี 69 อาจลืมนึกถึงผลกระทบที่จะตามมาในคดีเดิมที่ผู้เสียหายฟ้องคดีเองได้ หรือต่อไปในอนาคต ดังที่อาจารย์วิเคราะห์ ครับ...."
"เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งและมีคุณูปการต่อกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน"
"น่าจะเทียบเคียงกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกากรณีที่ผู้เสียหายสามารถฟ้อง กรรมการ ป.ป.ช. ได้โดยตรงต่อศาลนะครับ"
"บทความนี้นับว่าเป็นคุณูปการต่อสาธารณชนอย่างยิ่ง กระผมขออนุญาตเผยแพร่/แชร์ด้วยนะครับท่านอาจารย์"
"ขอบพระคุณครับอาจารย์ที่นำเสนอบทความนี้ให้ได้รับความรู้"
"ความเป็นธรรม"ต้องเกิดก่อน"ความยุติธรรม"
"กราบขอบคุณความรู้และข้อคิดเห็นที่ให้ครับ ขออนุญาตแชร์นะครับ"
"เมื่อการเข้าหาความเป็นธรรม มีเพียงช่องทางเดียว นั่นก็คือ ความไม่เป็นธรรม แล้วครับ"
"ขอบพระคุณครับท่านอาจารย์"







ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร

