‘จรัญ’ชงผ่าทางตันปมฮั้ว ชี้ช่องล้มสว. ยื่นผู้ตรวจส่งศาลรธน. คว่ำกระดานยกทั้งแผง

‘จรัญ’ชงผ่าทางตันปมฮั้ว
ชี้ช่องล้มสว.
ยื่นผู้ตรวจส่งศาลรธน.
คว่ำกระดานยกทั้งแผง
“จรัญ”ยันคดีฮั้วสว.ชี้ช่องยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เสียหายเข้าชื่อยื่นแนะศาลฎีกาเอาเครื่องจับเท็จมาใช้ กรณีพยานสุ่มเสี่ยงให้การเท็จต้องเช็คเส้นทางการเงิน ชี้จุดเสื่อมประชาธิปไตย เปลี่ยน สว.แต่ระบบเดิมยังอยู่ เพราะมีตัวสำรองขึ้นแทน ด้าน“สิทธิโชติ”เปิดเบื้องหลังคดีฮั้ว สว.พร้อมกลไกทำงานชุดที่26-36 สองฟันเฟืองไขปริศนาคดีระดับชาติ
เมื่อวันที่ 30 กันยายน2569 ศาสตราจารย์พิเศษจรัญภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาในหัวของ“คดีฮั้ว สว.:เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ว่า คดีฮั้ว สว.ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นตรงกันค่อนข้างมากว่า กระบวนการนี้ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม และขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่การวางระบบการได้มาซึ่ง สว. ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ประกอบกับ กกต. ชุดนี้ไม่เคยดำเนินการในระบบดังกล่าวมาก่อน จึงไม่กระชับรัดกุม และไม่สามารถปล่อยไว้เช่นนี้ได้ เพราะท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มไหนหรือสีไหนฮั้วเก่งกว่ากัน คนที่ฮั้วไม่เก่งก็ได้น้อยไปหน่อย คนที่ฮั้วเก่งก็ได้เยอะหน่อย จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบ แต่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนมองในแง่ร้ายว่าอีก 5 ปีก็อาจไม่สำเร็จ เพราะการแก้ไขส่วนที่กระทบอำนาจขององค์กรอิสระมีเงื่อนไขล็อกไว้หลายชั้น จึงต้องหาทางให้เห็นผลภายใน 3ปี ก่อนที่ สว.ชุดนี้จะครบวาระ5ปี
‘จรัญ’ชี้เปลี่ยนตัวสว.ระบบเดิมยังอยู่
ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ยังเห็นว่า หากใช้กระบวนการดำเนินคดีอย่างที่เป็นอยู่ ก็ไม่สามารถล้มระบบ สว. สีน้ำเงินได้ โดยยกตัวอย่างสมมติว่า หากศาลฎีกาพิจารณาคดี 77รายและเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมจนพบว่า กระทำผิดทั้งหมด ผลก็เป็นการเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลเหล่านั้น หากเป็น สว.ก็พ้นจากตำแหน่ง แต่ยังมีผู้สำรองเลื่อนขึ้นมา ระบบจึงดำเนินต่อไปได้ ขณะที่การตรวจสอบเป็นรายบุคคลอาจใช้เวลาถึง 3ปี หรือหากพิจารณาอย่างรวดเร็วก็อาจเสร็จภายใน1ปี ส่วนคดีอาญาตนประเมินว่าอย่างเร็วที่สุดอาจใช้เวลา 5ปี ซึ่งถึงเวลานั้นก็มีการเลือก สว.ครั้งใหม่แล้ว ศาลฎีกาก็ดี ศาลปกครองก็ดี ศาลอาญาก็ดี ไม่มีอำนาจล้มระบบการเลือก สว.” ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ กล่าว
เป็นจุดเสื่อมระบอบประชาธิปไตย
พร้อมย้ำว่า ไม่สามารถปล่อยปัญหานี้ไว้ได้ เพราะ “นี่มันคือจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย” ขณะที่หัวใจของประชาธิปไตยในโลกเสรีคือการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรม
แนะร้องศาลรธน.เหมือนบาร์โค้ด
ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ จึงเสนอให้ใช้ช่องทางศาลรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่าเป็นศาลเดียวที่มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบว่า การจัดระบบเลือกตั้งขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากขัดรัฐธรรมนูญและใช้บังคับไม่ได้ ก็อาจนำไปสู่การเลือกใหม่ทั้งสภา ซึ่งตนเห็นว่าหลักเดียวกันนี้ใช้กับระบบการเลือก สว. ได้ พร้อมยกคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นตัวอย่างของช่องทางนำเรื่องเข้าสู่ศาล ที่มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 28กันยายน2569 โดยใช้เวลาไม่ถึงปีนับจากวันเลือกตั้ง
ให้ศาลฎีกาตรวจเส้นทางการเงิน
ศาสตราจารย์พิเศษจรัญอธิบายว่า คำร้องเกี่ยวกับการเลือก สว.ติดข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 46–48 เนื่องจากยังมีช่องทางอื่นให้ผู้เสียหายดำเนินการได้ แต่คดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้เสนอเรื่อง หลังได้รับคำร้องและหลักฐานจากผู้เสียหาย 22ราย ศาลจึงมีมติ6ต่อ3รับคำร้องไว้พิจารณา โดยตนเห็นว่า กรณีเลือก สว.มีผู้เสียหายจำนวนมากและมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่ช่วงประกาศผลระดับประเทศ ทั้งโพยและเอกสารที่ถูกทิ้งในห้องน้ำ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ใจว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะรับเรื่องหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเคยยกคำร้องแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้คดีในศาลฎีกาเป็นตัวช่วย
โดยให้ศาลเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม ทั้งเส้นทางเงินและข้อมูลติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ไลน์ และแอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางเงินที่ กกต.มีมติ4ต่อ3ไม่รับ ซึ่งตนยังสงสัยว่าใช้เหตุผลใด เพราะคดีที่เกี่ยวกับการรวมหัวกันทุจริตรายใหญ่จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานส่วนนี้ ถ้าท่านไม่รับหลักฐานเกี่ยวกับเส้นเงินก็จบ”พร้อมเห็นว่า เป็นจุดอ่อนของ กกต.ชุดนี้ แต่ตนมั่นใจว่าศาลฎีกาจะเรียกมาตรวจสอบ
สอบพยานกลับคำ-ใช้เครื่องจับเท็จ
นอกจากนี้ ตนสนับสนุนข้อเสนอให้ศาลฎีกาเรียกพยานที่กลับคำให้การมาเบิกความอีกครั้ง และใช้เครื่องจับเท็จตรวจพิสูจน์ก่อนเบิกความ โดยระบุว่าเป็นพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ประกอบการพิจารณาได้ แม้น้ำหนักจะไม่มั่นคง หรือแม้ไม่ใช้เครื่องจับเท็จ พนักงานสอบสวนก็สามารถรวบรวมคำให้การไว้ในสำนวน และพนักงานอัยการนำสืบต่อศาลได้ หากพยานกลับคำจนกลายเป็นพยานปรปักษ์ ศาลก็มีหลักเกณฑ์ชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อคำให้การครั้งใด
เชื่อจัดวางแผนฮั้วอย่างเป็นระบบ
ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ กล่าวอีกว่า หากหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลมากกว่า 77ราย แม้ศาลฎีกาจะไม่สามารถวินิจฉัยตัดสิทธิบุคคลที่ กกต.ไม่ได้ยื่นคำร้องได้ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาสามารถนำไปประกอบคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้เห็นว่า มีการฮั้วอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่มีทั้งระบบใหญ่ ระบบกลางและระบบย่อย บางกรณีทำเพื่อคนในครอบครัว หากผู้ตรวจฯส่งเรื่องพร้อมหลักฐานเหล่านี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตนมั่นใจว่าศาลจะรับคำร้อง และสามารถพิจารณาได้รวดเร็ว เพราะพยานหลักฐานผ่านการตรวจสอบจากศาลฎีกามาแล้ว โดยกล่าวว่า “บ้านเมืองรอช้าไม่ได้ในเรื่องนี้” พร้อมประเมินว่าอาจวินิจฉัยได้ภายใน 1 ปี หรือหากดำเนินการอย่างจริงจัง 6 เดือนก็อาจเสร็จ เพราะพยานหลักฐานตกผลึกแล้ว
อย่าปลุกม็อบ-ไม่ใช่ระบอบปชต.
ช่วงท้าย ศาสตราจารย์พิเศษจรัญ ย้ำให้เดินหน้าผ่านกระบวนการดังกล่าว โดยไม่ควรกังวลแต่เรื่องการดำเนินคดีอาญาหรือการเอาผิด กกต.พร้อมกล่าวว่า“อย่าปลุกระดมมวลชนลงถนน เพราะว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มันทำร้ายระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ม็อบไม่ใช่ประชาธิปไตยนะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ขออภัยอีกทีหนึ่งว่า ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการปลุกระดมมวลชนเป็นม็อบ
“สิทธิโชติ”เปิดเบื้องหลังคดีฮั้วสว.
ด้าน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. กล่าวในวงเสวนา ตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก สว.ที่มีผู้สมัครรวม 48,226คน จาก 20กลุ่มอาชีพ พบว่าการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ (928 อำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน) ระดับจังหวัด (มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน) และระดับประเทศ (มีเลขาธิการ กกต.เป็นผู้อำนวยการเลือก) โดยมีกรรมการระดับละ7คน อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การรับสมัครเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนและรายชื่อผู้สมัคร ส่งผลให้เกิดการบริหารจัดการ จัดตั้งฐานคะแนนด้วยการเกลี่ยตัวเรือนผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย ขณะที่ กกต.มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง1,000กว่าคนทั่วประเทศ จึงต้องพึ่งพาฝ่ายปกครองเป็นหลัก
แฉพบเอกสารโพยฮั้วตกในห้องน้ำ
นายสิทธิโชค กล่าวต่อว่า บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลฎีกายังวางหลักไว้ว่า หากผู้สมัครกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองถูกต้อง ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอต้องรับสมัครไว้ก่อน ส่วนการตรวจสอบว่าทำอาชีพตรงตามกลุ่มจริงหรือไม่นั้น ถูกโยนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกในภายหลัง เงื่อนปมความผิดปกติงวดคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะโพยสั่งการถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (ส.ว. 3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กดดันพยานไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง
ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต.ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด
ต้องตั้งอนุก.ก.ชุดที่36มาปัญหา
นอกจากนี้ ความซับซ้อนของคดีที่กระจายตัวทั่วประเทศ ทำให้ กกต.ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25คณะ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ดึง 3หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และสำนักงาน ปปง.มาร่วมบูรณาการทำงาน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง“คณะอนุกรรมการชุดที่26” ซึ่งมี เลขาธิการ กกต.นั่งเป็นประธาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่DSI 3นายและเจ้าหน้าที่ กกต.6คน ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม (เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง) เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม
ก่อนจะมีคำวินิจฉัยออกมาในที่สุด
นายสิทธิโชค กล่าวอีกว่า เมื่ออนุกรรมการชุดที่26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือ การกลั่นกรองข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเดิม กกต.มีคณะอนุวินิจฉัยประจำอยู่แล้ว 35คณะ แต่ด้วยความสำคัญและความหนาของแฟ้มคดี ที่ประชุม กกต.ทั้ง 7คน จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยกรณีพิเศษขึ้นเพิ่มเติมคนละ1ชุด (ชุดที่36ถึง42) โดยมี“คณะอนุวินิจฉัย ชุดที่36”รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่26และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด จึงนำไปสู่ผลตามออกเพรสข่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

