ภัยพิบัติไม่ใช่หน้าที่ใครคนเดียว! สุวินัย ชำแหละวิธีคิด โรงครัวภูมิใจไทย x GrabFood แนะมองเป็นระบบ หนุนใช้เอกชนลดภาระรัฐ

1 ตุลาคม 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โรงครัวภูมิใจไทย : อีกหนึ่งนวัตกรรมยามภัยพิบัติ
////
เห็นคุณรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน
วิจารณ์โครงการ “โรงครัวภูมิใจไทย x GrabFood”
ใจความสำคัญของเธอคือ
ในพื้นที่น้ำท่วมหนัก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ประชาชนสั่งอาหารไม่เป็น
แต่อยู่ที่
"อาหารเข้าไปไม่ถึง"
เพราะถนนบางแห่งน้ำลึก
รถธรรมดาเข้าไม่ได้
บางแห่งต้องใช้รถสูง
บางแห่งต้องใช้เรือ
ประเด็นนี้เราเห็นด้วย
ถ้าน้ำท่วมลึกจน Grab เข้าไม่ได้
ต่อให้มีอาหารอยู่เต็มโรงครัว
และกดสั่งผ่านโทรศัพท์ได้
อาหารก็ไม่มีทางว่ายน้ำเข้าไปหาคนกินเอง
.....
แต่เรากลับมองว่า
นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้โครงการ "โรงครัวภูมิใจไทย x GrabFood"
ไม่มีประโยชน์
เพราะเราอาจกำลังเอาโจทย์สองโจทย์
มาปนกัน
โจทย์แรกคือ
ทำอย่างไรให้คนในพื้นที่ซึ่งระบบขนส่งยังเข้าถึงได้
แต่เดินทางออกจากบ้านลำบาก
สามารถเข้าถึงอาหารได้ง่ายขึ้น
GrabFood ช่วยตรงนี้ได้
ประชาชนเปิดแอป
เลือก “โรงครัวภูมิใจไทย”
เลือกอาหาร
ระบุสถานที่จัดส่ง
อาหารฟรี
ค่าส่งฟรี
แทนที่จะต้องออกจากบ้าน
เดินทางไปต่อแถวรับข้าว
หรือโทรศัพท์ตามหาว่า
วันนี้มีโรงครัวอยู่ตรงไหน
นี่คือการเอา digital platform
ที่มีอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน
มาเชื่อมกับ emergency food distribution
ผมถือว่าน่าสนใจ
.....
แต่ยังมีโจทย์ที่สอง
คือพื้นที่น้ำลึกที่มอเตอร์ไซค์เข้าไม่ได้ จะทำอย่างไร?
ตรงนี้ Grab ตอบไม่ได้
และไม่ควรคาดหวังให้ Grab ตอบ
เพราะนี่คือปัญหาการกระจายอาหารช่วงสุดท้าย (Last Mile) ในภาวะภัยพิบัติ
ปลายทางแบบนี้ต้องใช้เครื่องมืออีกชุดหนึ่ง
รถยกสูง
เรือ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
กทม.
ปภ.
ทหาร
ตำรวจ
อาสาสมัคร
หรือเครือข่ายชุมชน
เข้ามารับช่วงต่อ
ดังที่เราเห็นจากเหตุการณ์เคหะคลองจั่น
เมื่ออาหารเข้าไปไม่ทั่วถึงในช่วงแรก
ในเวลาต่อมาก็มีการระดมครัวสนาม รถปรุงอาหาร เครือข่ายแม่บ้าน ตลอดจนเรือและเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยลำเลียงอาหารและสิ่งของ
นี่ต่างหากคือภาพจริงของ Disaster Logistics
มันไม่ใช่ระบบเดียว
แต่เป็น
หลายระบบต่อกันเป็นทอด ๆ
.....
ลองคิดง่าย ๆ
โรงครัวทำหน้าที่
ผลิตอาหาร
Grab ทำหน้าที่
กระจายอาหารไปยังพื้นที่ที่เครือข่ายของมันเข้าถึงได้
ส่วนพื้นที่ที่น้ำลึกเกินกว่าระบบขนส่งปกติจะเข้าไปได้
หน่วยงานรัฐ อาสาสมัคร และเครือข่ายชุมชนต้องรับช่วง Last Mile
สามอย่างนี้ไม่ได้ขัดกัน
แต่ควรต่อกันเป็นทอด ๆ
.....
เพราะฉะนั้นถ้าจะวิจารณ์โครงการนี้อย่างเป็นธรรม
ผมคิดว่าไม่ควรถามเพียงว่า
"Grab เข้าไปในพื้นที่น้ำลึกได้หรือไม่?"
เพราะคำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่า
ไม่ได้ทุกแห่ง
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ
Grab สามารถลดภาระของระบบแจกจ่ายอาหารในพื้นที่ที่มันยังเข้าถึงได้มากน้อยเพียงใด
ถ้ามันช่วยคนได้หนึ่งหมื่นครัวเรือน
ก็เท่ากับว่าหน่วยงานรัฐและอาสาสมัคร
ไม่ต้องใช้กำลังไปดูแลหนึ่งหมื่นครัวเรือนนั้น
และสามารถเอารถสูง เรือ คน และทรัพยากรที่มีจำกัด
ไปทุ่มให้กับพื้นที่วิกฤตจริง ๆ
นี่คือวิธีคิดแบบระบบ (ขีดเส้นใต้ตรงนี้)
.....
ภัยพิบัติขนาดใหญ่
ไม่มีเครื่องมือชนิดเดียว
แก้ปัญหาได้ทั้งหมด
Grab ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
เรือก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
ครัวสนามก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
อาสาสมัครก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
แต่เมื่อนำเครื่องมือแต่ละชนิด
มาวางไว้ในตำแหน่งที่มันทำงานได้ดีที่สุด
ระบบทั้งหมดจะมีประสิทธิภาพขึ้น
.....
สิ่งที่ผมสนใจใน "โรงครัวภูมิใจไทย x GrabFood"
จึงไม่ใช่เพราะมันเป็นโครงการของพรรคภูมิใจไทย
หากวันหน้าพรรคประชาชน
เพื่อไทย
กทม.
ปภ.
หรือองค์กรเอกชนใด
คิดระบบที่ดีกว่านี้ขึ้นมา
ผมก็สนับสนุนเหมือนกัน
เพราะในยามภัยพิบัติ
สิ่งที่เราควรแข่งขันกัน
ไม่ใช่ว่าใครโจมตีใครได้เก่งกว่า
แต่คือ
ใครสามารถคิดระบบที่ทำให้อาหารหนึ่งกล่องเดินทางจากครัวไปถึงมือคนหิวได้เร็วกว่า
และถ้าระบบหนึ่งยังมีช่องโหว่
ก็อย่าเพิ่งรีบทิ้งมัน
เติมระบบอีกชั้นเข้าไป
Grab ไปได้แค่ไหน
ให้ Grab ไป
จากนั้น
รถสูงไปต่อ
เรือไปต่อ
อาสาสมัครไปต่อ
จนกว่าอาหารกล่องนั้น
จะไปถึงมือคนที่กำลังรอมันอยู่
นั่นต่างหาก
คือความหมายของคำว่า
นวัตกรรมยามภัยพิบัติ
.....
อีกไม่กี่วัน กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าในระหว่างวันที่ 5-8 ตุลาคมจะมีฝนตกหนักอีกรอบ ประจวบเหมาะกับมวลน้ำภาคเหนือกำลังลงมา
ขอให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันต่อยอด นวัตกรรมยามภัยพิบัติ นี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเถิด
"โรงครัวภูมิใจไทย × GrabFood" สู้ ๆ
ทุกคน สู้ ๆ
อย่ายอมให้ใครมาปั่นเรื่องเล่าที่บั่นทอนจิตใจสามัคคีรวมพลัง ยามภัยพิบัติเป็นอันขาด
~ สุวินัย ภรณวลัย
มหาวิทยาลัยไร้รอย
*****
หมายเหตุ : เพจ สุวินัย ภรณวลัย
ไม่ใช้ความโกรธของคนอ่านเป็นเชื้อเพลิง
แต่ใช้ความเข้าใจเป็นแสงส่องทาง
คนล้ม — ไม่เหยียบ
คนสำเร็จ — ไม่ริษยา
คนคิดต่าง — ไม่ทำให้เป็นศัตรู
เรื่องซับซ้อน — ไม่ย่อให้เหลือเพียงฝ่ายดีฝ่ายเลว
เรื่องมืด — มองให้เห็นกลไก
เรื่องงาม — เปิดพื้นที่ให้ความงามทำงาน
นี่ไม่ได้หมายความว่าเพจนี้ต้องมีแต่เรื่อง “พลังบวก” เสมอไป
เพจนี้ยังวิจารณ์ได้แรง ชำแหละได้ลึก หรือเขียนเรื่องด้านมืดได้
เพียงแต่ ความโกรธไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่กำลังขายให้คนอ่าน
ความแตกต่างจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าผมเขียนเรื่องอะไร เพราะวันหนึ่งอาจเป็นเศรษฐกิจ วันหนึ่งเป็นชีวิต วันหนึ่งเป็นญี่ปุ่น อีกวันเป็นบทกวี
แต่จะอยู่ที่ สายตาของผมที่ใช้มองทุกเรื่อง มากกว่า
และนี่คือความหมายที่เป็นรูปธรรมมากของคำว่า “มหาวิทยาลัยไร้รอย” — ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตรเดียว
เพราะสิ่งที่กำลังฝึกคนอ่านจริง ๆ คือ วิธีมองโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

