ปัดยุบ TPBS-สสส. ศุภชัย แจงแก้กฎหมาย วิธีการได้มาซึ่งเงิน เพื่อสร้างเอกภาพการคลัง

2 ตุลาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เพื่อความเข้าใจให้ตรงกัน
จากกรณีที่ผมกับคณะ สส ของพรรคได้เสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ Thai PBS และขณะนี้มีการตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องแก้กฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ผมขอชี้แจงข้อเท็จจริงและเจตนารมณ์ให้ชัดเจน
ประการแรก เรื่องนี้ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร
สิ่งที่เสนอให้แก้คือ “วิธีการได้มาซึ่งเงิน” โดยเฉพาะระบบที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
ตัวอย่างที่กำลังถูกกล่าวถึงมากคือ Thai PBS ซึ่งกฎหมายปัจจุบันกำหนดเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตราร้อยละ 1.5 และมีเพดานตามกฎหมาย ส่วนร่างที่เสนอจะยกเลิกกลไกดังกล่าวและเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ประการที่สอง ทำไมจึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ในวันนี้
ในปี 2561 ประเทศไทยได้มี พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ผมขอย้ำตรงนี้ให้ชัดเจนว่า ไม่ได้หมายความว่าการรับเงินของทั้ง 4 องค์กรในปัจจุบันผิดกฎหมาย
เพราะมาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นกลไกเดิมจึงยังคงใช้ได้ตามกฎหมาย
แต่คำถามที่ผมกำลังเสนอให้สังคมและรัฐสภาพิจารณาคือ
เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว เราควรปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
นี่คือเหตุผลสำคัญของการเสนอร่างทั้ง 4 ฉบับ
ประการที่สาม ทำไมต้องเสนอพร้อมกันถึง 4 ฉบับ
เพราะผมไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่าเรากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง
หากหลักการคือการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ หลักการนั้นก็ต้องใช้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
จึงเสนอแก้ทั้ง สสส. กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และ Thai PBS ซึ่งเป็นกลุ่มกฎหมายที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในลักษณะนี้
เพราะฉะนั้น การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับ Thai PBS โดยเฉพาะ ย่อมไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของข้อเสนอทั้งหมด
ประการที่สี่ แล้วประชาชนและประเทศได้อะไร
สิ่งที่ประเทศจะได้จากหลักการนี้ คือ ความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง
เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้
ความแตกต่างคือ จากเดิมที่จำนวนเงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ
ทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่า จะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
ประการที่ห้า ผมรับฟังข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระขององค์กร
โดยเฉพาะกรณี Thai PBS มีข้อกังวลว่า หากเปลี่ยนจากรายได้ที่กฎหมายกำหนดไว้โดยตรงมาเป็นงบประมาณประจำปี จะทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
ข้อกังวลนี้เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง
แต่เราต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน
ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กรเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ถ้าสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันนั้นในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้
ดังนั้น ผมอยากให้การถกเถียงเรื่องนี้กลับมาอยู่บนคำถามที่แท้จริงว่า
ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว
ผมไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส.
ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ
ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา
และไม่ได้เสนอให้ปิด Thai PBS
ผมเสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ
ท้ายที่สุด ร่างทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมได้
“องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

